วันจันทร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

วัฐจักร





คนไม่รู้จัก >>> คนรู้จัก >>> เพื่อน >>> คนรัก >>> เพื่อน >>> คนรู้จัก >>> คนเคยรู้จัก >>> คนไม่รู้จัก


สุดท้ายก็วนเข้าสู้วัฐจักรเดิมๆ


ความสัมพันธ์คนมันก็ไม่มีอะไรมากหรอก

วันอาทิตย์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2553

Normalism


เฮ่อ เป็นคนธรรมดา ไม่ได้มีอะไรดีเด่ไปกว่าชาวบ้านเขา

ไม่แปลกที่คนที่เรารักเขาจะไม่รักเรา

=_=

นอนดีกว่า Z...Z...Z

วันอาทิตย์ที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2553

เสียใจ



ไม่เจอกับตัวเองไม่รู้จริงๆ

มันเกินกว่าคำว่าเสียใจไปมากพอล่ะ

ถือว่าเป็นบทเรียนราคาแพง

รู้หน้าแต่ไม่รู้ใจ รู้นิสัยแต่ไม่รู้ความคิด

:(

วันอังคารที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

somebody..nobody


Nobody stay forever and somebody couldn't love forever.

Somebody who love as change a clothes.

Somebody who love as a car driving fast.

Every love have been ever change, i know then you know.

But somebody can't to accept when the love to leave away.

Somebody let themselves to went with slowly life.

Somebody feeling turn back time such a need to re-start living again.

The love it look like to complicate, actually not.

The love is not so complicated.

So people are.....


วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

วันนี้ที่พระอาทิตย์


วันนี้รู้สึกมีความสุขแบบเหงาๆ

ดีใจที่เห็นเธอดูมีความสุขและสดชื่นเหมือนเคย

ดีใจที่เห็นแม่เธอดูแข็งแรง

ถึงวันนี้เราจะใช้เวลาด้วยกันไม่นานแต่มันก็ทำให้ชั้นมีความสุขมาก

หลังจากแยกกันชั้นได้ไปขอใช้ห้องน้ำที่ร้าน joy luck club อีกรอบ

เจอพี่ต้อมและพี่น้อย ทั้งสองคนยังพูดเก่งและชวนชั้นคุยเหมือนเดิม

มันทำให้ชั้นนึกถึงตอนที่เคยมากับแกครั้งแรกๆ ที่เรานั่งฟังพี่แกเขาพูดจนเราอึนๆงงๆ

ชั้นถ่ายรูปพี่เขาไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งชั้นไม่รู้ว่ารูปจะออกมาดีหรือเปล่าเพราะที่วัดแสงของกล้องมันยังคงเสียอยู่

และชั้นหวังว่ารูปที่ชั้นถ่ายแกกับแม่นั้นมันคงจะใช้ได้นะ


...คิดถึงแกจัง


ปล. จริงๆแล้วที่ชั้นบอกว่าจะเอาหนังสือจากแกก็เพราะแค่ชั้นไม่ได้อยากจะอ่านมันหรอก

ชั้นแค่อยากหาเรื่องออกมาเจอแกเท่านั้นเองแหละ

:p

วันอังคารที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

:)



วันนี้

ความรักจากไป แต่ความคิดถึง มิตรภาพ กับความห่วงใยก็ยังคงอยู่

คิดถึงแกว่ะ

:)

วันจันทร์ที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

เกาะช้าง


เป็นทริปสั้นๆที่ไม่มีรูปถ่าย

ไม่มีโปสการ์ด

ไม่มีของฝาก

ไม่มีอะไรทั้งสิ้น

เหมือนเอาหัวใจไปพัก

ทะเลถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ สิ่งหนึ่ง

ทั้งลมทะเล เสียงคลื่น มันทำให้สิ่งที่มันปวดร้าวในใจ

ได้ถูกบรรเทาลงได้บ้าง

เบียร์ 5 ขวดได้หมดไป ผมกลับเข้าห้องเพื่อหนีจากละอองฝนที่กำลังจะตกลงมา

คืนนี้ ผมก็ยังคงนอนไม่หลับอยู่ดี

....

วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การเดินทาง


หลังจากที่เมื่อวานไปงานวันเกิดเพื่อนที่ศิลปากร

ฉันเมาอย่างที่ไม่เคยเมาอย่างนี้มาเป็นปี

แต่คิดว่าจะขอเมาแบบนี้เป็นครั้งสุดท้าย เพราะมันทำให้ฉันรู้สึกแย่ทุกที

ฉันถึงบ้าน หลับไปโดยที่ไม่ได้อาบน้ำอย่างเคย

ตอนเช้าชั้นตื่นมาเก็บกระเป๋า

เสื้อผ้าฉันเอาไปไม่เยอะมาก เอาเฉพาะตัวที่ฉันชอบใส่เป็นประจำ

จุดมุ่งหมายปลายทางของฉันยังไม่รู้

ฉันคงไปหาสถานที่และเวลาการเดินทางที่เหมาะสมกับฉันมากที่สุดเอาข้างหน้า

แต่มีที่นึงในใจเป็นที่ๆชั้นเคยบอกกับคนๆนึงว่าอยากจะไปกับเขาสักวันหนึ่ง

ถ้าเป็นไปได้ อยากจะไปด้วยกันสักครั้ง

ตอนนี้ฉันยัดเสื้อผ้าเอาใส่กระเป๋า เสร็จแล้ว

และคงต้องได้เวลาออกเดินทางเสียที

รักและคิดถึงเสมอ










วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ถึงเจ

ถึงเจ..

ถึงเราจะจบกับแบบนี้ แต่ชั้นคงไม่ได้รักเธอน้อยลง

แค่ชั้นรู้สถานะตัวเองว่ายังไม่สามารถเจอเธอได้

ขอให้เธอเข้าใจชั้นก็พอ

สักวันนึงเราคงได้เจอกันอีก

รักแกเสมอ ตั้งแต่วันแรก จนถึงวันนี้

โชคดีนะ

หมีมู้ดดู้

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

.........




....เจ็บปวด....

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

จุก



เฮ้อ ก็แค่ข้อความสั้นๆ ทำไมมันทำให้เรารู้สึกแบบนี้นะ

มันเหมือนมีอะไรจุกอยู่ในอก

จริงๆมันเป็นแบบนี้มานานล่ะ

สงสารตัวเองว่ะ เมื่อไหร่จะหายซะที.....

วันพุธที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

แบบไหนถึงจะดี??


ได้คุยกับพี่คนนึงผ่าน msn เริ่มต้นที่การถามสารทุกข์สุขดิบ และเรื่องงาน

สุดท้ายต้องมาจบในเรื่องของการวางแผนชีวิตทุกที

" ให้คิดยาวๆ ไม่ใช่คิดงานนี้ "

" คิดทีละงานมึงก็เห็นทีละจุด "

" มึงไปได้ไกลกว่านี้....ถ้าเลิกคิดเฉพาะหน้า "

เอิ่ม จุกเลยกู อะไรวะเนี่ย....

ก็จริงอยู่ครับว่าผมอาจจะคิดแต่ละงานเป็นปัญหาเฉพาะหน้า

แต่ก็อย่าลืมว่าข้อจำกัดแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนติดภาระกิจเรื่องเรียน เรืองเงิน เรื่องโน่นๆนี่

ผมว่าชีวิตคนเราสามารถกำหนดแบบแผนได้ แต่มันก็ขึ้นอยู่แต่ละคนว่าเขาคนนั้นจะปรับให้เขากับชีวิตเขาได้อย่างไร

ถ้าให้ผมวางแผนก็คือ เรียนให้จบ ทำงานเก็บตังค์ เอาไปเที่ยวต่างประเทศ หาความสุขใส่ตัว หาความสุขให้คนที่เรารัก หรืออะไรก็ว่าไป กลับมาทำงานเก็บตังค์ต่อ ฮ่าๆๆๆ เป็นไง ดูมันเหมือนคนสิ้นคิดไหมครับพี่

แต่ผมเชื่อในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ว่ามันไม่ได้ไปผิดที่ผิดทาง และสิ่งที่ผมทำนั้นเป็นเหมือนกับทางผ่านที่จะทำให้ผมได้ไปพบเจอกับ goal ที่ผมยังมาไม่ถึง

คือผมไม่ซีเรียสนะว่าในอนาคตผมจะต้องมีบริษัทดีไซน์ หรือ ต้องมีเงินเก็บในบัญชีเป็นแสนๆล้านๆ

แต่ผมขอทำชีวิต ณ ปัจจุบันให้ดีและมีความสุข ทำให้ครอบครัวมีความสุข ทำให้คนที่เรารักมีความสุข ผมว่ามันเพียงพอแล้วสำหรับคนๆนึง

เอาเป็นว่าตอนนี้ผมขอปล่อยไหลไปกับการดำเนินชิวิตของผมแล้วกันครับ

เอ๊ะ หรือว่าแผนการในชิวิตของผมมันคือการไม่มีแผนกันแน่นะ ??

ดูเหมือนคนไม่เอาไหนเนอะ ว่างั้นหรือเปล่า...

ขอจบการสนทนาด้วยคำขอบคุณและรอยยิ้มแล้วกันนะครับ

:)










วันอังคารที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Multiply



เข้ามาดู multiply ทีไรเหมือนได้กลับมาเยี่ยมบ้านเก่า

บ้านที่เคยมีมิตรภาพ , เรื่องราว , ภาพถ่าย ต่างๆ

ผมไม่ได้ยุ่งกับมันมานานเท่าไหร่แล้วนะ รู้แต่ว่านานพอตัวเลย

และจะว่าไปมันเป็นที่แห่งแรกที่ทำให้เราได้รู้จักกัน

ได้เริ่มแชร์ความรู้สึกดีๆให้แก่กัน

ผมชอบเข้าไปดู multiply ของเธอ อ่าน diary ของเธอ

ผมคิดว่ามันอาจจะทำให้ผมรู้จักเธอในแง่มุมต่างๆได้ดีขึ้น

มาถึงวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าผมนั้นได้รู้จักเธอดีแค่ไหนแล้ว

แต่สิ่งนึงที่ผมมั่นใจก็คือ

ผมรู้จักตัวเองว่าผมรักเธอมากแค่ไหน

.
.
ปล. ดูรูปเก่าๆ บางทีมันก็ทำให้น้ำตามันไหลออกมาได้ง่ายๆนะ


ชั้นคนเดิม




สิ่งที่คนเดิมอย่างชั้นอย่างจะบอกกับเธอ

ก็คือคำเดิมจากวันที่พบเธอ

รักเธอเมื่อก่อนอย่างไร วันนี้ชั้นก็รักเธออย่างเดิม

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

พลเมืองดี?



สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือ

ตั้งใจทำงาน

เรียน

ใช้ชีวิตให้มีความสุข

ทำให้คนที่เรารักมีความสุข

ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร

ถึงจะไม่ได้ออกไปแสดงพลังเหมือนอย่างใครๆเขา

แต่แค่นี้ไม่รู้จะเพียงพอสำหรับการเป็นพลเมืองดีคนนึงหรือเปล่า

:)

วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

..



ชั้นได้ฟังเรื่องอะไรบางอย่างมาจากคนที่ชั้นรู้จัก

ซึ่งมันทำให้ชั้นไม่ค่อยสบายใจเท่าไร่นัก

เป็นเรื่องที่ชั้นไม่แน่ใจว่ามันเป็นความจริงหรือไม่

ถ้าชั้นถามเธอไป ก็คงทำให้เธอรำคาญ

ชั้นจะเลิกถาม

แต่ถึงอย่างไร

ชั้นก็เชื่อเธอ เชื่อในสิ่งที่เธอพูด ในสิ่งที่เธอเป็น

และชั้นรู้ว่าเธอไม่ได้โกหกชั้น

ถึงตอนนี้ชั้นอาจจะไม่ได้เป็นคนสำคัญของเธออีกต่อไปแล้ว

แต่ชั้นก็ยังหวังว่า เธอยังคงแคร์ในความรู้สึกของชั้น

และคงไม่ทำให้ชั้นเสียใจ

ขอบคุณนะ

:)


fail

รู้สึกแย่ๆ กับคนๆนึงยังไงก็ไม่รู้สิ

อึดอัดจัง แต่พูดไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง

ช่างมันเหอะ เดี๋ยวก็ลืม....

:(

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

boredddddd




ไม่มีอารมณ์ทำงานมา 3-4 วันแล้ว

ทำไงดี = 0="


วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

design for sell


อืม วันนี้หลังจากได้พูดคุยกับเจในเรื่องของการออกแบบให้งานเรามีคนหยิบ ให้มีคนซื้อ หรือออกแบบให้มันขายได้นั่นเอง

เจบอกว่ามันไม่ได้ออกแบบให้แค่สวยอย่างเดียว มันต้องเหมาะกับ target ลูกค้าด้วย

ออกแบบสวยเกินลูกค้าก็จะไม่หยิบเพราะคิดว่ามันแพง

หรือถ้าออกแบบดิบเกินไปมันก็คงไม่สวย massage ไม่ครบ

หลังจากที่วางสาย เลยมานั่งย้อนกลับมาคิดว่า งานออกแบบที่ผ่านมาของเรา ได้มีอันไหนไหมที่มองข้ามเรื่องพวกนี้ไป

อืมม....เยอะเหมือนกันนะ

เพราะบางงานเรามัวก้มหน้าก้มตาออกแบบจนลืม convinced ให้ลูกค้าของเราให้ความสำคัญตรงจุดนี้

ถึงจะมีบรีฟที่ชัดเจนแค่ไหนในเรื่องของ target group แต่อย่างไรพฤติกรรมการซื้อจริงๆ มันไม่ได้มีบอกเอาไว้นี่นา -0-

และเราก็ลืมบอกตัวเองด้วยว่า ของที่เราออกแบบมาเหล่านี้ได้ออกแบบมาเพื่อขาย ไม่ใช่เพื่อออกแบบมาตั้งโชว์ หรือออกแบบมาเพื่อสนองความต้องการของดีไซน์เนอร์หรือผู้ว่าจ้าง

ก็แหงล่ะ เราเป็นนักออกแบบ ไม่ใช่เป็นศิลปิน

และตลอดที่ผ่านมาเราแทบจะไม่เคยติดตามงานที่เราออกแบบไปว่ามันจะขายได้ไหม มีคนหยิบซื้อไปมากน้อยแค่ไหน ไม่เคยมีลูกค้าย้อนกลับมาบอกด้วยสิ :(

เอาเป็นว่าต่อไปนี้จะคิดให้รอบคอบกว่านี้ในเรื่องการออกแบก็แล้วกัน และฝากขอโทษคุณลูกค้าทั้งหลายด้วยถ้างานที่ผมออกแบบให้ไปมันขายไม่ได้หรือขายไม่ดี 555

เอวัง วันนี้ก็ได้ข้อคิดเล็กๆด้วยประการนี้เอง

:)






วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

talkless


การที่เราพูดกันน้อยลง แต่เข้าใจกันมากขึ้น

มันจะเกิดความรักขึ้นไหมนะ

หรือสุดท้าย มันจะเกิดเพียงแค่ความห่างเหิน


วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

กลืนไม่เข้า


หมดปัญหาของเมื่อวาน ตื่นเช้ามาเจอปัญหาใหม่อีก ต่อเนื่องกันเป็นหนังซีรี่ย์

"บางเรื่องเราไม่ต้องเผชิญหน้าตรงๆก็ได้"

นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้ยินจากพี่คนนึงที่ผมรู้จัก

ขอโทษครับพี่ ที่ผมอาจจะใจร้อนไป ขอโทษที่ทำให้ความหวังดีของพี่กลายเป็นความยุ่งยาก

แต่พี่จะรู้ไหมว่า ไม่ว่าวิธีการแบบไหน ความจริงใจและการพูดความจริงต่อกันมันเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

สุดท้ายก็ปล่อยให้กลไกของชีวิตมันดำเนินไปตามขั้นตอนของมัน

ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำมันอาจจะกระทบกับหลายๆคน

แต่ผมเชื่อว่าคนเรามันจะมีจุดที่รู้ว่าอะไรควรแสดงออกกับใครอย่างไรให้ถูกกาลเทศะ

อย่างน้อยผมก็รู้ดีว่า คนที่ผมเล่าสิ่งต่างๆให้เขาฟังเขาเป็นคนยังไง แยกแยะอะไรไม่หรือไม่ได้ ควรไม่ควร

และผมก็เชื่อว่าเธอจะทำได้อย่างนั้นจริงๆ

ผมเองก็อาจจะผิดจริงที่ผมพูดทุกอย่างออกไปหมด ซึ่งมันทำให้พวกพี่ๆดูไม่ดีในสายตาใครบางคน

ตรงนี้ผมขอโทษครับ พี่ก็ได้ฟังจากผมผ่านโทรศัพท์ไปแล้ว

แต่ถ้าเราพลิกมองให้เป็นมุมของด้านดีๆอีกมุมนึง

ว่าพวกพี่ได้หวังดีต่อผม และเรื่องทั้งหมด ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ทุกคนต่างรับรู้ว่าโอเค เรื่องทั้งหมดนั้นได้ผ่านไป ต่อจากนี้ก็กลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง

อย่างนี้ มันจะดีกว่าไหมครับ

ขอคุณสำหรับทุกอย่างนะครับพี่โย


ปัญหารอบดึก

เรื่องมันเกิดจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง

จะด้วยจากความหวังดีหรืออะไรก็ตาม

หลังจากการสนทนาผ่านทางโทรศัพท์นั้นจบลง (ทั้งแบตหมดและเงินหมด = =")

อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมได้เข้าใจอะไรขึ้นหลายอย่าง

สุดท้ายความเชื่อใจในกันและกันและความจริงใจนั้น มันสำคัญต่อการดำเนินชีวิตจริงๆนะ


:)


สัพเพเหระ


หายไปนานเลย เป็นไงมั่ง

เข้ามาปัดๆกวาดๆ เพราะคิดว่ามีคนๆนึงยังอยากอ่านบลอกที่เราเขียนอยู่

ยังไงดีล่ะ ที่ผ่านมาก็ไปเที่ยวเชียงใหม่

โน่นๆนี่ๆกับเพื่อนๆศิลปากร เพื่อนที่เชียงใหม่ เพื่อนสนิท

สนุกดี ได้เล่นน้ำ อย่างที่ตั้งใจไว้

และก็โชคดีที่ได้เจอกัน เล่นน้ำด้วยกัน

พอกลับมากรุงเทพก็นอนแหมะอยู่กับบ้าน 2 วันติด

เหมือนกับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนที่คลื่นลูกใหญ่กำลังจะซัดมา

งานเอย เรียนเอย เรื่อยอะไรต่อมิอะไรเอย

ชีวิตก็งี้แหละ มีเรื่องมาให้คิดให้แก้ปัญหาตลอด

อย่างที่เคยบอกไปแหละ ปัญหาต่างๆเหมือนกับภูมิต้านทาน

ตอนนี้ชีวิตผมก็น่าจะมีภูมิต้านทานระดับนึง ไม่ว่าเรื่องอะไรต่อมิอะไร

แอบคดถึงคำของหมอดูที่เคยไปดูแบบขำๆว่า ปีนี้ของเราจะไม่ใช่ง่ายๆ

แต่ถ้าผ่านมันไปได้ จะถือว่าราบรื่นไปอีกนานเลยทีเดียว สาธุ

วันนี้ไปดูหนังไทยเรื่องนึงมีข้อคิดง่ายๆที่สะกิดใจผมมาข้อหนึ่ง

"การยึดติดจะทำให้เราเป็นทุกข์"

อืม ฟังดูง่ายนะ แต่ในทางปฎิบัติมันน่าจะยากอยู่

ปัจจุบันนี้ก็ปล่อยวางอะไรๆไปอย่างอย่างแล้ว แต่ในใจก็ยังมีทุกข์อยู่บ้าง

ก็เป็นมนุษย์นี่หว่า พอปล่อยวางได้สิ่งหนึ่ง แต่มันก็มีสิ่งใหม่มาให้เรายึดถืออีก

เฮ้อ ช่างมันแล้วกัน วันนี้ขอพักอีกวัน ดูหนัง อ่านหนังสือ สวดมนต์ เข้านอน

พรุ่งนี้ตื่นมาค่อยมาว่ากันใหม่นะ

สวัสดี :)






วันอังคารที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2553

....


นานแค่ไหนแล้วนะที่ผมไม่ได้ความอบอุ่นจากอ้อมกอดของเธอ

และไม่รู้จะต้องเป็นแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหน

อาจจะตลอดไปก็ได้

ใครว่าเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้น

ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ใจของผมก็ยังคงรักคนๆเดิม

สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ ผมสามารถทนกับความเหงาที่เข้ามาทักทายเป็นระยะๆได้

.....

วันจันทร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2553

ตกรอบ


วันนี้ได้คุยกับเพื่อนที่ไปสัมภาษณ์งานที่ฮอนด้ามาด้วยกัน

เพื่อนได้รับการติดต่อให้เข้ารับการสัมภาษณ์รอบสุดท้ายกับทางบริษัท

ซึ่งหมายความว่าเขายิ่งเดินเข้าใกล้สู่บริษัทใหญ่เข้าไปทุกที

ซึ่งตัวผมยังไม่ได้รับโทรศัพท์ประเภทนั้นเลยตั้งแต่เมื่อวาน

ซึ่งหมายความว่าผมคงตกรอบตั้งแต่การสัมภาษณ์รอบแรก



ลองมานั่งคิดดูว่าทำไมเราถึงอยากเข้าบริษัทใหญ่

ทำไมเราถึงอยากจะทำงานในที่ๆไกลๆ ซึ่งเป็นตำแหน่งงานที่อาจจะไม่ได้ชอบมากมายนัก

หรือเพราะเราอยากให้ทุกคนยอมรับว่า เรามีความสามารถพอที่จะเข้าไปทำงานที่นั่น

จะยังไงก็แล้วแต่ ผมไม่ได้คิดต่อไปข้างหน้ากับบริษัทแห่งนี้อีกแล้ว

สิ่งที่ผมต้องทำคือ ทำงานที่มีอยู่ในมือให้ดีที่สุด และเรียนให้จบ

อย่างน้อยผมก็ได้กลับมาทำสิ่งที่แม่ของผมอยากให้ผมทำ

คุณค่าของเราไม่ได้อยู่ที่การเข้าไปทำประจำอยู่ในบริษัทใหญ่โต

แต่คุณค่าของเราก็คือการที่เราได้ตั้งใจกับงานที่เรามีอยู่และให้มันออกมาดีที่สุด

ก็เท่านั้นเอง

ลาก่อนนะฮอนด้า เราคงไม่ได้เจอกันอีกแล้ว หนึ่งวันที่ผ่านมาทำให้ฉันได้ประสบการณ์ดีๆเพิ่มขึ้นมาอีกนิด

:D

วันศุกร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2553

สัปดาห์


สัปดาห์นี้ถือเป็นหนึ่งสัปดาห์ที่ท้าทายเป็นอย่างยิ่ง

ต้องค่อยๆทยอยเครียงาน 2 งานให้เสร็จ พร้อมกับสอนวิชากราฟิคที่ธรรมศาสตร์

พร้อมกับต้องเตรียมตัวทำงานส่งที่ฮอนด้า เพื่อที่ใช้ประกอบกับการสัมภาษณ์งาน

พร้อมทั้งกับมีงานแทรกมากมาย

ร่างกายที่มันอ่อนแออยู่แล้วถึงกับป่วย....ล้า

สิ่งที่ได้มาคือ การที่ได้รับประสบการณ์ใหม่จาการสอนคอมพิวเตอร์กราฟิค

การพูดให้คนเชื่อถือเรา เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับเขา และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

เพราะเวลาสอนก็แถไปเยอะเหมือนกัน ฮ่าๆๆ

ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่ได้คือการที่ไปสัมภาษณ์กับบริษัทใหญ่ของประเทศ

ไม่แปลกที่จะต้องมีระบบรักษาความปลอดภัยจนเรานึกตลก

เวลาให้คนนอกเดินเข้าไปต้องให้ติดปลอกแขนที่แดง อารมณ์คล้ายกัปตันทีมฟุตบอล

ได้รับความกดดันจากคำถามที่ยิงเข้ามาจากฝ่าย HR

ได้รับน้ำใจจากพี่ๆที่คอยมาดูแล

ได้เพื่อนใหม่จากที่เป็นคู่แข่งที่ต้องมาสัมภาษณ์พร้อมกัน

ถึงแม้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็ไม่เสียใจแม้แต่นิดเดียว เพราะว่าวันนี้ผมไเ้ทำเต็มที่แล้ว

ถึงบ้านกลับมานอนสลบ

ก่อนนอนคิดว่าพรุ่งนี้จะไปดูหนังเรื่องอะไรดีน้า

:D

วันอาทิตย์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2553

พอ


พอแล้ว

ไม่เอาแล้ว

เราเหนื่อยกับเรื่องนี้มาพอแล้ว

ขอหยุดแต่เพียงเท่านี้

.....


เชือก และ ปม

เมื่ออาทิตย์ก่อนอ่านเจอข่าวในอินเตอร์เนต
มีเด็กนักศึกษามหาลัยแห่งนึงได้ทำการจบชีวิตตัวเอง
เหตุอันเนื่องมาจากความรัก
ผมลองมานั่งนึกดูว่า
สิ่งใดกันแน่ที่ผลักดันเขาไปสู่เส้นทางอันน่าเศร้า
ความรักเหรอ ?
ผมว่าไม่หรอก ความรักมันออกจะสวยงาม
ตอนเรามีมัน ดูช่วงนั้นชีวิตช่างมีความสุขแสนเหลือเกิน
แต่พอมันเดินจากเราไป ชีวิตเรามีแต่ความเสียใจและผิดหวัง
เพราะอะไรกันแน่ เราถึงต้องเสียใจ ?
เพราะเรากำลังคาดหวังอนาคตอันแสนสวยงามจากใครคนนึงงั้นเหรอ
บ้าน่า.. มันเป็นเรื่องของอนาคต จะมีใครรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป
การที่เราจะผูกติดชีวิตไว้กับใครสักคน มันอาจจะไม่ใช่เรื่องถูกหรือผิด
แต่คนที่คิดจะผูกเงื่อนนั้น ต้องทำใจยอมรับผลกระทบจากความคาดหวัง
และเป็นการยากที่คิดจะคลายเชือกเส้นนั้น นอกซะจากต้องตัดมันซะ
ผมก็ไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วอะไรเป็นสิ่งที่ทำร้ายเรากันแน่
แต่ผมเชื่อในสิ่งนึงว่าอย่างน้อย
ความรักไม่ได้ทำร้ายเราหรอก
ความคาดหวังต่างหากที่ทำร้าย...

วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2553

คู่ชีวิต


มอบชีวิตไว้ให้กัน ให้เธอนั้นช่วยดูแล

จงรักษาไว้ให้มันดีดี ต่อไปนี้ขอมีเพียงแค่

ฉันและเธอ...ตลอดไป...


ทางอีกไกลที่ต้องผ่าน เดินคู่กันไว้อย่างนี้

เธอรู้ใช่ไหมหัวใจบางๆ มีบางครั้งอ่อนแอสิ้นดี

ขอให้มีคนปลอบใจ....ไม่ห่างกัน


รัก...ที่มีให้กันในวันก่อน

ไม่เคยเลือนลาง จางไปกว่านั้น

รัก...กลับดูเหมือนเพิ่มขึ้นทุกวัน

ยิ่งนานก็ยิ่งผูกพัน มีฉันย่อมมีเธอ


คู่ชีวิตที่มอบใจ คนสุดท้ายที่มีอยู่

ถ้าถึงวันนั้น ถึงวันชรา อยู่กันมาร่วงโรยทั้งคู่

ฉันรู้ดี

ต้องมีกัน

...วันสิ้นลม...






วันอังคารที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2553

วันที่ชั้นป่วย


ตื่นมาปวดหัวคลื่นไส้

อ้วกไปหนนึง เฮ้อ...กูเป็นอะไรวะ

สิ่งที่อยากได้มากกว่ายา

ก็คือกำลังใจและความห่วงใยจากเธอ

แค่เสียงผ่านปลายสายโทรศัพท์

มันคงทำให้ชั้นรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง....

แต่ไม่เป็นไรหรอก ถึงเธอจะไม่ได้โทรมา

สุดท้ายก็ทนคิดถึงเธอไม่ไหว ต้องโทรไปจนได้

ชั้นรู้สึกสงสารตัวเองจัง ที่ต้องโทรไปหาเธอ

เพื่อที่อยากให้เธอถามชั้นว่า "เป็นยังไงบ้าง?"

เพียงแค่สิ่งนี้เท่านั้น ที่ชั้นอยากได้ยิน

ขอบคุณนะ





วันพุธที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2553

ภัยแล้ง


เมื่อตอนเย็นๆนั่งฟังข่าวว่าปีนี้ประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแห้งขั้นรุนแรง

มีการเตือนภัยว่าเกษตรกรนั้นจะลำบากในการปลูกพืชผล

แต่ก็มีเกษตรกรกลุ่มนึงที่เขาจะหนีการปลูกพืชที่ให้ผลผลิตดี มาเป็นปลูกข้าวโพดแทน

ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านกลุ่มนี้ปลูกอะไรก็ไม่ได้ผล เพราะไม่มีน้ำที่จะนำมาใช้ปลูก

จนวันหนึ่งได้มีแหล่งน้ำเล็กๆเกิดขึ้นมา และได้ทำให้ชาวบ้านได้ลืมตาอ้าปากกันได้จากการปลูกข้าวโพด

แค่แหล่งน้ำเล็กเท่านั้นเอง สามารถสร้างชีวิตของชาวบ้านได้...

หันกลับมามองพวกเราชาวกรุงเทพ น้ำที่เราใช้อย่างสะดวกสบายนั้น ได้ถูกดึง ถูกดูดมาจากบาดาล

เอาเข้าจริงๆแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าน้ำ้ที่มีอยู่ภายในกรุงเทพนั้นจะเหลืออยู่อีกสักเท่าไหร่

แต่ผมเชื่อว่าถ้าคุณเห็นสีหน้าของชาวบ้านที่เขาดีใจที่เขาได้มีแหล่งน้ำเป็นของตัวเองนั้น

คุณจะรู้สึกว่าคุณอยากจะใช้น้ำอย่างประหยัดเพื่อพวกเขาขึ้นมาเลยที่เดียวล่ะ

;)


วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553

บ้าๆ

เมื่อคืนฝันว่า

แปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่า

ขนขึ้นเต็มตัวเลยฮ่าๆๆๆๆ

แต่ส่วนหน้าไม่ยักกะเปลี่ยนเป็นหมาป่าแฮะ

แอบเซงในฝันเพราะ น่าจะเแปลงร่างให้ให้หมดทั้งตัว

งี้ก็เท่ากับว่ามีแค่ขนงอกออกมาเฉยๆสิฟร่ะ!!!!

-*-

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

หนังชีวิต



หมดไปซะทีกับโปรเจคอันแสนเหนื่อยยาก

ตอนเย็นไปกินฉลองกับเพื่อนกลุ่มเล็กๆ

มึนนิดหน่อย กลับมาถึงห้องที่เต็มไปด้วยกระดาษ ชีสที่อ่านตอนสอบอาทิตย์ที่แล้ว และ อุปกรณ์ทำโมเดล

เฮ่อออ ขอพักผ่อนก่อน พรุ่งนี้จะตื่นมาเก็บนะ

วันนี้ตื่นมา ทำทุกอย่างที่อยากทำ เก็บห้อง ทำความสะอาดบ้าน อาบน้ำให้หมา และเขียนบลอก

ระหว่างที่งานทุกอย่างเสร็จ ได้มานั่งพักเหนื่อยและคิดว่า

ตอนส่งโปรเจคไป ทุกอย่างมันดูเหมือนจะจบแล้ว เราได้หยุดแล้ว

แต่ในความเป็นจริง

การทำงานและการใช้ชีวิตยังไม่มีทางจบ

มันก็คงเหมือนคล้ายๆกับการฉายหนัง ที่ระหว่างดูไปก็ย่อมมีการเปลี่ยนฟิลม์เพื่อที่จะให้หนังได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ถึงแม้ในหนังจะมีตอนจบของเนื้อเรื่อง

แต่ในชีวิตจริงของผม หนังของผมมันยังไม่จบ และยังบอกไม่ได้ว่าฉายไปถึงไหนแล้ว

ต้นเรื่อง? กลางเรื่อง? หรือเป็นช่วงใกล้จบเรื่อง?

ตอบไม่ได้จริงๆ

แต่สิ่งที่ตอบได้ ก็คือ ชีวิตคือการเดินทางต่อไปและพอเจอกับสิ่งอะไรใหม่ๆ

;)

ปล. 1.เมื่อวานรู้เกรดวิชาสอบเขียนเรียงความของอาจารย์ไพโรจน์แล้ว ดีใจได้ B+ ว่ะฮ่าๆๆ
2. เพื่อนวุฒิมีจ๊อบมาให้ทำ ซึ่งจ๊อบนี้ดูน่าสนใจมากและไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งคงจะได้มีโอกาสได้ทำมันล่ะ
ตื่นเต้นเล็กน้อย ที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆ










วันพฤหัสบดีที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2553

...


เหนื่อยกาย เหนื่อยใจ

ทำไมกำลังใจมันหายไปไหนหมด

ไม่อยากคิด ไม่อยากเห็นอะไร

ถ้าสิ่งเราคิดมันทำให้เราเจ็บปวดใจ

ทำยังไงถึงจะหยุดคิดได้

รู้อยู่แล้วล่ะว่าสุดปลายทางมันจะเป็นยังไง

แต่ สุดท้ายก็ต้องพาตัวเองกลับมาอยู่ที่เดิม

เอาเป็นว่า ตอนนี้ชั้นจะเดินหน้าต่อไป สู้กับความเจ็บปวดที่อยู่ในใจ

ชั้นจะเลิกคิดไปเองแล้ว

จนกว่าวันนึงสิ่งที่ชั้นคิดมันเป็นความจริง

และถ้าสุดท้ายทุกอย่างมันทำให้ชั้นต้องเจ็บปวดอีก

ถึงตอนนั้นชั้นจะขอเจ็บเป็นครั้งสุดท้าย

และก็จะขอจากไปเฉยๆ

ก็เท่านั้นแหละ




วันพฤหัสบดีที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

....



คนที่ไม่ใช่ ต่อให้พยายามแค่ไหนก็คงยังเป็นคนที่ไม่ใช่สินะ

ปิดปรับปรุง(ชีวิต)ชั่วคราว





ไว้แข็งแรงเมื่อไหร่จะกลับมาใหม่นะ

วันพุธที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ห้องรก


หมดโปรเจคทีหนึ่ง ก็เก็บห้องทีหนึ่ง

บางทีการที่ห้องมันรกก็เพราะว่าเรายังเสียดาย

เสียดายโบรชัวบางอันที่มันสวยๆ แต่เมื่อเราเก็บมันไว้และไม่ได้ใช้

เสียดายพวกของแจกเล็กๆ ไปเก็บไว้ เพราะตอนนั้นเห็นว่ามันสวยดี

นานวันเข้ามันก็ต้องถูกลืม เพราะมันไม่ได้ถูกใช้งานอะไร

และบางครั้งมันก็มีของใหม่ที่จะเข้ามาเพิ่มอยู่ในห้องเรื่อยๆ

จนพวกของเก่าๆที่มีอยู่ ก็กลายเป็นของที่โดนหมางเมินไป
.
.
.

ผมได้เก็บอะไรหลายๆสิ่งไว้ในห้องของผม เพราะว่าผมนั้นยังเสียดายอยู่

แต่บางครั้งมันก็ต้องตัดใจทิ้งมันไป

ถึงของหลายอย่างมันจะถูกทิ้งไป แต่ความทรงจำของมันยังจะอยู่กับผม

ทุกครั้งผมหยิบของแต่ละชิ้นเอาใส่ถังขยะ

อย่างน้อย ผมไม่เคยลืมว่า ผมได้มันมาได้อย่างไร เมื่อไหร่ ที่ไหน


วันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความคิดโง่ๆ


ผมยืนอยู่ริมฟุตบาทตรงทางม้าลายที่ถนนเส้นหนึ่ง

รถเมล์คันหนึ่งกำลังวิ่งมาโดยเร็ว

ในหัวผมคิดว่า

การที่จะถูกรถเมล์คันหนึ่งชนมันจะเจ็บแค่ไหนนะ

.....

รถเมล์วิ่งผ่านไป

ผมยืนอยู่ที่เดิม สัญญาณไฟให้คนข้ามเป็นสีเขียวแล้ว

ผมได้เดินจากความคิดโง่ๆของผมออกมา

ความคิดไร้สาระของผมได้ถูกทิ้งไว้ตรงสี่แยกนั้น

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ชีวิตผมยังต้องดำเนินต่อไป




ตรง


ก็รู้ว่าฉันไม่มีความหมาย และพอจะรู้ว่าคงเป็นไปไม่ได้ ยิ่งนานเท่าไหร่ยิ่งหมดหวัง

เมื่อเธอ ไม่เคยจะหันมองที่ฉัน ไม่ว่าจะทำเช่นไรเธอคงจะไม่รักกัน และก็รู้ไม่นานความฝันที่มีก็คงจบไป

* แต่ตอนนี้ยังมีเวลา ที่ฉันจะหาเหตุผลดีดี มาฉุดรั้งเธอตอนนี้ แต่ก็รู้ดี ไม่มีหวัง

** ต่อให้ฉันจะรักเธอมากเท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่าเธอ คงจะไม่สนใจ

แต่ยังฝันไกล และยังคงหวังเอาไว้ข้างในจิตใจ ว่าซักวันเธอจะมีฉัน

แต่ก็รู้เป็นไปไม่ได้ เมื่อเธอคิดว่าฉันไม่ใช่

แต่ไม่เป็นไร อยากจะขอมีเธอเรื่อยไปในใจไปอีกแสนนาน

และแม้ว่าสิ่งที่ฉันทำวันนี้ มันอาจไม่ทำให้เธอได้รู้สึกดี สิ่งที่ใจเธอพอจะมีก็เพียงแต่ความรำคาญ

แต่อยากจะขอให้เธอได้ฟังเอาไว้ บทเพลงสุดท้ายที่ฉันตั้งใจจะมอบให้ไป

ที่กลั่นออกมาจากใจและมีให้เธอผู้เดียวเท่านั้น

* แต่ตอนนี้ยังมีเวลา ที่ฉันจะหาเหตุผลดีดี มาฉุดรั้งเธอตอนนี้ แต่ก็รู้ดี ไม่มีหวัง

** ต่อให้ฉันจะรักเธอมากเท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่าเธอ คงจะไม่สนใจ

แต่ยังฝันไกล และยังคงหวังเอาไว้ข้างในจิตใจ ว่าซักวันเธอจะมีฉัน

แต่ก็รู้เป็นไปไม่ได้ เมื่อเธอคิดว่าฉันไม่ใช่

แต่ไม่เป็นไร อยากจะขอมีเธอเรื่อยไปในใจไปอีกแสนนาน



ไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ กว่าที่ฉันจะลบเธอจากใจ กว่าที่ความทรงจำดีๆ มันจะเลือนหาย กว่าจะได้รักใครอีกครั้ง


แต่ตอนนี้ยังมีเวลา ที่ฉันจะหาเหตุผลดีดี มาฉุดรั้งเธอตอนนี้ แต่ก็รู้ดี ไม่มีหวัง
#
ต่อให้ฉันจะรักเธอมากเท่าไหร่ แต่ก็รู้ว่าเธอ คงจะไม่สนใจ

แต่ยังฝันไกล และยังคงหวังเอาไว้ข้างในจิตใจ ว่าซักวันเธอจะมีฉัน

แต่ก็รู้เป็นไปไม่ได้ เมื่อเธอคิดว่าฉันไม่ใช่

แต่ไม่เป็นไร อยากจะขอมีเธอเรื่อยไปในใจไปอีกแสนนาน

เมื่อเธอคิดว่าฉันไม่ใช่ แต่ก็ไม่เป็นไร ตราบใดที่ฉันนั้นยังหายใจ จะรักเธอไปตลอดกาล

.......

คงเป็นเพลงที่ตรงกับอารมณ์ตอนนี้ที่สุดแล้วล่ะ.....

วันอาทิตย์ที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

งานแต่งพี่ตอง



ขอขอบคุณความรักของคนคู่หนึ่งที่ทำให้มีวันที่พวกเรากลับมาเจอและสนุกกันได้อีกครั้ง

งานสนุกมากๆจริงๆครับ

รักกันมากๆ และ นานๆนะครับพี่

;)

วันเสาร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

present-past-future


มีความสุขบนปัจจุบัน มากกว่าที่จะยึดติดกับความสุขจากอดีต และคาดหวังความสุขจากอนาคต

ขอบคุณนะเจ เราเข้าใจมันแล้ว

แต่คงไม่ผิดใช่ไหมถ้าเราจะคิดถึงความสุขจากอดีตบ้าง

ก็เพราะมันเป็นความสุขชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งของชั้นเชียวนะ

;)

4 เดือนผ่านไป


บ่ายแก่ๆของวันเสาร์ที่ 20 เดือนกุมภาพันธ์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผมวันนี้มันก็ไม่ต่างกับเหตุการณ์เมื่อ 4 เดือนที่แล้วเท่าไหร่นัก

คำว่าเพื่อนอาจเป็นคำที่เหมาะสมระหว่างผมกับเธอมากที่สุด

ทั้งๆที่ผมไม่อยากให้เป็นแบบนั้น...แม้แต่นิดเดียว

เธอได้ถามความรู้สึกผมที่มีกับเธอ

ผมไม่ได้ตอบอะไรออกมาเป็นคำพูดที่สวยหรูมากนัก

แต่ในใจผมมีคำตอบเหล่านั้นอยู่เสมอมา

ผมรู้สึกกับเธอเหมือนเดิมกับเมื่อปีที่แล้ว เมื่อเดือนที่แล้ว และเมื่อนาทีที่แล้ว

ผมยังรักและคิดถึงเธอ

เหตุการณ์วันนี้ ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงอาจร้องไห้

แต่น่าแปลก...

วันนี้ผมอยากร้องไห้ แต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมา

จนผมไม่แน่ใจว่าน้ำตามันสามารถไหลออกจากทางตาได้อย่างเดียวหรือเปล่า

แต่สิ่งที่ผมแน่ใจคือในใจของผมก็คงมีน้ำตาไหลออกมาอยู่เหมือนกัน

น้ำตาที่อยู่ในใจผมมันคงไม่สามารถซับได้ด้วยกระดาษทิชชู่สินะ

คงใช้เวลาล่ะมั้ง ที่จะเช็ดมันออก

ก่อนกลับผมยิ้มให้เธอ

เธอบอกอยากให้เราเป็นเหมือนเดิม

ผมนึกขอบคุณเธอ ที่ยังให้โอกาสผมได้รักและคิดถึงเธออยู่

แต่ผมอยากจะดีกับเธอให้ยิ่งกว่าเดิม ถ้าเธอไม่รังเกียจอะไร

ถึงแม้ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น และผมจะต้องเสียใจอีกกี่ครั้งก็ตาม

แต่ถ้าอย่างน้อยวันนี้ผมได้รักและดูแลเธอให้ดีที่สุดด้วยกำลังที่ผมมีอยู่

ถ้าวันนึงเราต้องจากกัน

ถึงตอนนั้น คำว่าเสียใจคงไม่มีความหมายกับผมแล้ว

.....ขอขอบคุณบลอกเล็กๆแห่งนี้ที่ให้ผมได้มีโอกาสบรรยายความรู้สึกของผม

ถ้าวันนึงเธอได้เข้ามาอ่าน ช่วยฝากบอกเธอด้วยว่า

ผมรักเธอมาก

........





วันศุกร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

หลายสิ่งอย่าง

ไง ไม่ได้เขียนซะนานเลย

มีเรื่องหลายสิ่งมาก เรื่องงานทั้งน้านนนน

ทำโปรเจค 2 วิชา ทำโมเดล พรีเซ้นเทชั่น ไหนจะสอยอีกอาทิตย์หน้า

โฮกกกกกกก เหนื่อยจริงๆ

อาทิตย์นี้ไปงานแต่งพี่ตองด้วย

เฮ่อออ อาทิตย์หน้ายังไงก็ต้องหาเวลาไปคุยงานกับไต้หวันอีก

โอ้ยยยยยยยย เวลามันหายไปไหนหมดดดดดดดดดดดดดด

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความสุขของมีตบอล

วันนี้มีความสุขจัง

ได้กิน ได้ดูหนัง ได้พักผ่อน

ได้ยิ้ม ได้หัวเราะ

ได้จับมือ

วันนี้ในโรงหนังหนาวมาก

แต่มือของเธอช่างอุ่นจังเลย

จับมือเธอแล้วมันอุ่นไปถึงหัวใจ

มันไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลย

ชั้นรู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ขอบคุณนะ

;)


วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

nothing


วันนี้ไม่อยากเขียนอะไร
.
.
.
.
.

แต่ก็ต้องมาเขียนบอกจนได้

;)

วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

a dream

วันนี้ตื่นมาด้วยเสียงโทรศัพท์ตอนแปดโมงกว่า

คว้าโทรศัพท์ได้ปุ๊ป ถึงรู้ว่าเป็นพี่สาวโทรมานั่นเอง

จากการที่คุยด้วยอาการที่งัวเงีย จับใจความได้ว่า

พี่แจงเกิดอาการเบื่อ ไม่อยากอยู่บ้าน เลยอยากหาอะไรทำ

"เปิดร้านขายเสื้อผ้าดีไหมแก?"

"ต้องดูทำเลว่ะพี่แจง และต้องเลือกเสื้อผ้าเก่งๆด้วยนะ"

"และต้องอัพเดทแฟชั่นตลอดเวลาด้วยนะผมว่า พี่แจงจะไหวเหรอ?" ผมโยนคำถามกลับ

"อืมมมม...ไม่อยากเหนื่อยมากอ่ะแก เพราะยังไงพี่ต้องดูลูกด้วย"

......ผมคิดไม่ถึง 2 วิ ก่อนที่จะชวนพี่แจงเปิดร้านกาแฟ

ร้านกาแฟกับออฟฟิสกึ่งแกลอลี่ที่ผมอยากทำมานาน

"แต่ชั้นไม่กินกาแฟนะแก ชงก็ห่วยด้วย"

"ผมก็ไม่กินนะพี่แจง ชงก็ไม่อร่อยอ่ะ ก็ยังอยากเปิดเลย ไปหาที่เรียนชงกาแฟก็ได้"

"แต่ต้องหาทำเลดีๆนะ และต้องลงทุนกันค่าตกแต่งหน่อย อาจจะหนักช่วงแรก แต่ถ้าอยู่ตัวแล้วมันน่าจะไปได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่เหนื่อยมากนะ ผมว่า" ผมร่ายยาว

"อืม ก็น่าสนใจนะเพราะพี่เก่ง(แฟนพี่แจง)ก็กำลังอยากเปิดเหมือนกัน และเขาก็จะช่วยลงทุนให้ด้วย"

"โห จิงดิ จริงๆก็ดีนะพี่แจง เพราะผมอยากให้แม่มีอะไรทำหลังเกษียญน่ะ"

"อืมจริงๆ พี่คิดไปคิดมาว่า ทำร้านเสื้อผ้าเงินอาจดีนะ แต่ดูน่าจะเหนื่อย"

"แล้วชอบแบบไหนอ่ะ เงินดีแต่เหนื่อยกับ เงินน้อยแต่สบายใจ" ผมถามเล่นๆ

"พี่ขอสบายใจว่ะ รายได้ไม่ต้องเยอะหรอก พอค่าเช่า คืนทุนก็ดีแล้ว"

"เออ เหมือนกันอ่ะพี่แจง ฮ่าๆๆ"

"แล้วแกทำไมถึงอยากเปิดร้านกาแฟล่ะ ไม่ค่อยกินกาแฟไม่ใช่เหรอ"

.........ผมจึงได้เล่าความฝันของผมให้พี่แจงได้ฟังว่าทำไมถึงอยากเปิดร้านกาแฟ เล่าถึงภาพในหัวคร่าวๆว่าร้านน่าจะบรรยากาศยังไง

"ก็ดีนะแก อาทิตย์หน้าไปดูกันมั้ย ร้านกาแฟในแบบที่แกชอบ"แล้วก็ไปหาทำเลเช่าด้วยเลย"

"โอเคพี่แจง อาทิตย์หน้าเจอกัน"

"เออ ลูกพี่ตื่นพอดี แค่นี้ก่อนนะ"

"ครับ"

เสียงปลายสายได้วางลงไป ผมยังนอนคิดเรื่องร้านกาแฟของผมอยู่ว่าหน้าตาเป็นยังไงบ้าง ผมลุกจากเตียง มานั่งหาขอมูลเกี่ยวกับการเปิดร้าน ข้อมูลที่เรียนชงกาแฟ และอื่นๆ


ได้มีโอกาสทำตามความฝันแล้วสินะ....

;)

i love today


ขอบคุณความเหนื่อยยากจากการเรียนและทำงาน

ที่ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของวันหยุด

ขอบคุณความเหงา ที่ทำให้รู้ว่าการที่มีคนเดินด้วยกันมันมีความสุขอย่างไร

ขอบคุณวันนี้

;)

ปล.ได้แว่นใหม่ ใส่แล้วมั่นใจอีกเป็นกอง ว่ะ ฮ่าๆๆๆ

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

เบลอ



วันนี้แย่โครต รู้สึกไม่ค่อยดีเลย

แค่ไม่มีแว่นตาแค่เนี้ย เห้ออ

วันจันทร์เดี๋ยวตัดแว่นใหม่แม่งเลย หงุดหงิดสาด

วันเสาร์ที่น่าจะสนุก แต่ต้องอยู่กับโลกที่เบลอๆทั้งวัน

ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

สู้ๆ



สิ่งที่ชั้นได้บอกไป

..สู้ๆนะ..

แค่ชั้นอยากให้เธอเข้มแข็ง สิ่งที่เธอได้เจอมาจะทำให้เธอมีประสบการณ์ ถึงแม้ว่าเธอเองอาจจะไม่ได้ต้องการมัน

สักวันสิ่งที่เธอได้ทำ มันจะเป็นประโยชน์กับตัวเธอแน่ๆ

ความเหนื่อยมันอยู่กับเราไม่นานหรอก เชื่อชั้นสิ

ขอโทษด้วยนะที่คำปลอบใจของชั้นคำนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรเธอได้มากมายนัก

แต่ก็สู้ๆนะ

หลับพักผ่อนมากๆ

:)


one day


ได้ไปดูงานที่ชลบุรี

หัวเราะเฮฮากับเพื่อนบนรถบัสของศิลปากร

กลับมาถึงกรุงเทพ ไปร้องคาราโอเกะที่ร้านประเภทที่ว่าไม่คิดจะเข้าไปนั่ง

แต่ก็สนุก มีเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้ม มีความสุข

ขอบคุณวันนี้ที่ผ่านไปได้โดยที่ไม่เหงา

...

วันนี้โทรไปเธอดูยุ่งๆ ถึงได้คุยกันแค่ไม่กี่นาที

แต่ชั้นก็ยังรักและยังเป็นห่วงเธอเสมอนะ

แวะมาบอกเฉยๆ ไม่มีอะไร

ดูแลตัวเองด้วย

;)

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

เวนิส-วานิส



ร้านอาหารเวนิสวานิช ตรงท่ามหาราช เป็นร้านที่ผมเคยเข้าใจว่ามันต้องเป็นร้านที่มีราคาแพงมากแน่ๆเลย

ภายหลังจากที่ได้มีโอกาสไปนั่งกินกับครอบครัว ปรากฎว่ามันถูกแฮะ

บรรยากาศก็ดี แถมคนก็ไม่ค่อยมีด้วย

สิ่งที่ตลกคือทุกครั้งที่ผมจะมากินที่ร้านนี้นั้น

มักจะเกิดเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นกับตัวผมเสมอ

ครั้งแรกเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

ผมจำได้ว่าผมกินข้าวทั้งน้ำตาเลยล่ะ 555

อีกครั้งนึงคือเมื่อเดือนที่แล้ว

เรื่องเศร้า เรื่องไม่สบายใจอะไรที่เกิดขึ้นกับผมงั้นเหรอ

มันก็ผ่านไปแล้วล่ะ ช่างมันเถอะ

ในชีวิตนี้มันคงไม่เกิดขึ้นบ่อยๆหรอก

.........

จนมาถึงวันนี้ ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวว่าวันนี้บ้านเราจะกินข้าวนอกบ้านกัน

พี่สาวถามผมว่า อยากกินร้านไหน

" กินร้านเวนิส วานิสแล้วกัน ใกล้มหาลัยผมนิดเดียว"

"แล้วแกไม่กลัวว่าจะมีเรื่องซวยๆ เข้ามาอีกเหรอวะ ฮ่าๆๆ" พี่สาวแกล้งแซวผมตามประสา

"วันนี้คิดว่าคงไม่มีหรอกพี่ นอกซะจากระหว่างทาง ผมจะโดนปล้น ฮ่าๆๆ"

ปลายสายโทรศัพท์ได้วางลง และผมกำลังมุ่งหน้าไปยังร้านนั้น

ระหว่างเดินผมก็คิดอะไรไปเรื่อยว่า

ในชีวิตของเรานั้น คงไม่มีเวลาว่างพอที่จะมีเรื่องแย่ๆเข้ามาเยี่ยมเยียนได้บ่อยๆนัก

มันเหมือนเป็นกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญน่ะคิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป

แต่ถ้าวันนึงมันอยากจะแวะมาเยี่ยมผมอีก

ผมก็ชินแล้วล่ะ

รู้ตัวอีกทีผมถึงร้านแล้ว แม่กับพี่สาวผมมาถึงก่อนหน้านี้สักครู่

ผมยกมือไหว้แม่และส่งยิ้มให้กับพี่สาว

"ไงแก วันนี้มีเรื่องแย่ๆอีกมั้ย" พี่สาวผมถามขึ้น

ผมยิ้มแล้วตอบพี่สาวไปว่า

"ไม่มีแล้วพี่เจี๊ยบ วันนี้ที่เวนิสวานิสจะไม่มีเรื่องเศร้า"

แล้ววันนี้เป็นอีกวันที่กินอิ่ม นอนหลับ มีอาหารดี มีดนตรีเพราะๆให้ฟัง

และยังมีคนที่เราให้รักอยู่

;)


วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

กลัวลืม



ดูหนังเรื่องนึง ในหนังมีประโยคที่ชอบมากประโยคนึง

ขอมาโน๊ตไว้กันลืม

"...การที่คน 2 คนนั้นจะรักกันเป็นเรื่องยาก

แต่การที่จะให้คนหนึ่งคนนั้นเลิกรักได้ มันเป็นเรื่องที่ยากกว่า.."

ตาชั่งผิดหรือกูผิด...


เลิกเรียนเสร็จ ซัดโฮกข้าวกับเพื่อนที่ศิลปากรไปชามใหญ่

แอบคำนึงถึงน้ำหนักของตัวเองเลยแอบไปหา ที่ชั่งน้ำหนักในมุมมืดๆแถวๆเซเว่น

หยอดเงินไปบาทนึง ตาชั่งดิจิตอลคำนวนน้ำหนักออกมาได้อย่างรวดเร็ว

........

อากกกกก หนักเท่านี้แล้วเหรอเนี่ยตู เดือนที่แล้วยังห้าสิบกว่าๆอยู่เลย


เราก็นึกว่าไอ้ทำงานมากๆ อดหลับอดนอนหลายๆคืนนี่จะทำให้นำหนักลดลงไปบ้าง

นี่มันอะไรฟร่ะ สรุปตัวเลขมันผิดใช่มั้ย

จังหวะนั้น เพลงของพี่ป้างที่เพิ่งไปเมื่อคืนมันก็ลอยเข้ามาในหัวโดยทันที

"ชั้นต้องทำ ทำอะไรสักอย่างแล้วววว โอ้เย~~~~"

ตามนั้นครับพี่ป้าง ผมคงต้องทำอะไรสักอย่างจริงๆ -0-"

จำได้ว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วตอนที่อ้วนแบบพีคมากๆสามารถลดไปได้ถึง 14 โล

ทรมานมาก วิ่งทุกวันหลังเลิกงานเป็นเวลา 3-4 เดือนติดต่อกัน

คราวนี้บรรยากาศตอนนั้นมันกำลังจะกลับมาอีกครั้ง อากกก

.......

ว่าแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยตื่นมาวิ่งแล้วกัน เดี๋ยวนี้ช่วงเย็นไม่ค่อยมีเวลาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ปล. วันนี้มีเรื่องน่ายินดีก็คือที่ philips ติดต่อเรื่องงานเข้ามา หวังว่าจะมีงานเข้ามาให้ทำเยอะๆนะ เพี้ยง รวยๆๆๆ

ปอ. คืนนี้ต้องรีบปั่นการบ้านภาษาอังกฤษของอาจารย์ไพโรจน์ให้เสร็จ เมี๊ยววววว และพรุ่งนี้ค่อยทำงานให้ดาวต่อให้เสร็จ เพราะ วันพฤหัสต้องไปดูงานที่โรงงานแต่เช้าาา

เนี่ยๆ งานแม่งเยอะขนาดนี้ น้ำหนักไม่ลดให้แม่งรู้ไป โว้....


วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

lonely planet






...ความเหงาบนดาวเคราะห์


เพราะและเศร้าจริงๆ...



Brother


Brother นำเสนอมุมมองของความเป็นมนุษย์ของทั้งสองพี่น้องที่ต่างกันสุดขั้วโดยพี่ชาย แซม (โทบี้) และน้องชาย ทอมมี่ (เจค) โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือภรรยาสาวของแซม ที่ชื่อว่า เกรซ (นาตาลี) ซึ่งโดยเนื้อหาหนังยังทำตามสูตรของหนังที่ยังมีกลิ่นอายของสงคราม(บ้าง) โดยมีอเมริกาและอัฟกานิสถานเป็นแบคกราว

หนัง Brothers เล่าเรื่องได้อย่างเรียบง่าย สลับกับการตัดภาพไปมาระหว่างอเมริกาและอัฟกานิสถานโดยระหว่างที่เราเห็นทอมมี่มีความสุขกับพี่สะใภ้และหลานสาว เราจะถูกเบรคอารมณ์ด้วยความทุกข์ทรมานของแซมอยู่เป็นระยะ โดยหนังทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวละครทั้งสองในเวลาเดียวกัน

จุดหักเหที่สำคัญของหนังคือ การเปลี่ยนแปลงในเรื่องจิตใจและความเป็นมนุษย์ของทั้ง 2 ตัวละคร โดยแซม ที่ซึ่งผ่านการทรมานจากผู้ก่อการร้าย จนทำให้คุณงามความดีในตัวได้ทุกทำลายยับเยิน

แซมได้กลับมาใช้ชีวิตกลับครอบครัวของเขาเอง ซึ่งเขามีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด ไม่มีใครเข้าใจเขา พฤติกรรมหลายอย่างที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกับลูกสาวทั้งสองและภรรยา (ฉากที่สนามเด็กเล่นและฉากในห้องครัวนั้น เด็กๆแสดงได้เก่งมาก)

โดยช่วงจุดพีคมากๆสำหรับผมก็คือฉากระเบิดอารมณ์ของแซมในห้องครัว (ที่ทอมมี่กับเพื่อนๆช่วยกันทำใหม่) ผมลองตีความด้วยทรรศนคติของผมเองว่า ห้องครัวที่ทอมมี่เป็นคนทำให้กับเกรซนั้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าแซมนั้นเป็นคนนอก เหมือนอารมณ์ว่าคนที่เคยเป็นคนห่วยๆ พอทุกคนในบ้านยอมรับและให้ความชื่นชม คนที่เคยได้รับการยอมรับแบบนั้นอาจจะต้องมีอิจฉฉาหรืออะไรกับบ้าง

ไม่ว่าเหตุผลใดก็แล้วแต่จนทำให้สภาพจิตใจของแซมนั้นเปลี่ยนไป แต่สิ่งสำคัญท้ายเรื่องทำให้เรารู้ว่า การที่เรามีใครสักคนที่เข้าใจและฟังเรานั้น มันทำให้สิ่งที่เราได้แบกไว้นั้นได้เบาบางลง

......

หลังจากที่ผมดูหนังจบ ผมได้เดินออกมาด้วยคำถามในใจมากมาย แต่เจได้ถามผมคำนึงว่า ถ้าผมเป็นแซม แล้วถูกทรมานโดยผู้ก่อการร้าย ผมจะยอมที่จะฆ่าเพื่อนให้ตัวเองรอดหรือไม่

ผมนิ่ง ก่อนจะตอบออกไปว่า "ผมไม่รู้"

ผมเชื่อว่าเราทุกคนนั้นย่อมมีศีลธรรมภายในจิตใจกันทุกคนไม่มากก็น้อย และทุกคนตระหนักได้ว่าบาปที่ผิดที่สุดก็คือการทำร้ายตนเองและผู้อื่น

แต่เหตุผลใดที่คนเราถึงทำแบบนั้น การโดนกดดันโดยสภาพแวดล้อม? ความเครียด? ความสับสน?

ในตัวหนังในความเป็นจริงแล้วผมไม่รู้จริงๆว่าแซมทำไปเพราะอะไร แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาทำเพื่อครอบครัว (ตัวหนังเล่าเหมือนว่าผู้ก่อการร้ายรู้ว่าแซมมีลูกสาว 2 คน)

แต่ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่แซมทำลงไปนั้นได้ส่งผลต่อจิตใจของเขาเองอย่างร้ายกาจที่สุด

และสุดท้ายจริงๆที่ผมรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้คือ สงครามนั้นสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ แม้กระทั่งส่วนที่เล็กที่สุดของสังคม นั้นก็คือครอบครัว.....




วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำได้เพียง...

เมื่อวานระหว่างนั่งรถไปสยาม

ไอพอดที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลาได้เล่นเพลงๆนึงขึ้นมา

เป็นเพลงของวง 25 hours...

มันทำให้ผมน้ำตาไหลออกมาเอง

ไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ผมอาจแค่คิดถึงเธอคนนั้นมากละมั้ง

......




วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

Silpakorn

ก่อนหน้าที่จะเข้ามาเรียนที่ศิลปากร คิดอยู่เสมอว่าจะเรียนทำไม เรียนไปเพื่ออะไร? ทั้งๆที่ประสบการณ์ทำงานเกือบ 4 ปีในด้านสาขาที่เรียนนั้นก็น่าจะเพียงพอต่อการประกอบอาชีพ

แต่จากวันที่สมัครเข้ามาเรียนจนถึงวันนี้ ทำให้รู้ว่า ถ้าวันนั้นตัดสินใจจะไม่เรียน จะเพราะมั่นใจในประสบการณ์หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เหมือนทำให้เราปิดโอกาสการพัฒนาตัวเองบางอย่าง

แน่นอน ผมไม่ได้คนระดับ Genius หรือเป็นคนที่เกิดมาเพื่อเป็นดีไซน์เนอร์ใหญ่ ปรากฏหน้าอยู่ในแมกกาซีนดีไซน์ ดูเก๋ไก๋

แต่สิ่งที่ผมเป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ เกิดจากความพยายามทั้งสิ้น เพราะอย่างว่า โดยพื้นฐานเอง ผมไม่ได้จบสถาบันที่มีคณะด้านการออกแบบที่มีชื่อ การทำงานเลยต้องดูเหมือนพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว

แต่การพยายามนี้ไม่ใช่เพราะเป็นการเอาชนะ หรือเพื่อประสบความสำเร็จใดๆ แต่เพียงเพราะผมรักอาชีพนี้ และอยากทำมันให้ดีที่สุด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นผลดีต่อบริษัท ตัวลูกค้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันเกิดขึ้นกับตัวผมเอง

การเข้ามาเรียนที่ศิลปากรเหมือนกับเป็นการมอนิเตอร์ตัวเองว่าตลอดเวลาที่เราได้ใช้ความรู้นั้น มันเป็นการเดินมาถูกทางหรือไม่ รวมถึงการรีเสิทหรือการออกแบบนั้น แน่นอนสิ่งที่เราเสนอให้ลูกค้าออกไปมันมีแต่สิ่งที่เรียกว่า output

แต่กระบวนการล่ะ?? จะมีคนคอยบอกเราหรือเปล่าว่า กระบวนการที่เราทำมามันถูกต้องจริงๆ

บางคนได้บอกผมว่าการเรียนปริญญาโทเหมือนเป็นการพิสูจน์ทฤษฏีที่เคยได้รับรู้มา

ตอนนี้ผมกำลังพิสูจน์อยู่และหวังว่าผมคงจะไปได้ถูกทาง โดยมีอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นเหมือนลูกค้าคอยช่วยขัดเกลา

4 เดือนในรั้วของศิลปากร กับ 4 ปีในการทำงาน คงจะช่วยให้ผมเดินหน้าก้าวต่อไปในสายอาชีพนี้ได้อย่างดีเลยล่ะ

ขอบคุุณศิลปากร

:)



วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

thinging..

เป็นอีกวันที่อากาศน่านอนโครต ตื่นมาเลยหยิบหนังสือศิลปะแขนงที่7มาอ่านไปอีกหน่อย อ่านไปทำให้รู้ว่าการตีความเนื้อหาจากภาพยนตร์นั้น ไม่ใช่ขี้ๆเลย ต้องมีความเข้าใจเรื่องสัคมและศิลปะระดับนึง เข้าใจเลยว่าในวงการภาพยนตร์นั้นทำไมถึงมีนักวิจารณ์เก่งๆอยู่เพียบหยิบมือเดียว ในระหว่างที่ตัวภาพยนตร์นั้นมีเป็นร้อยๆ พันๆ

ในส่วนตัวผมไม่ได้ชอบการวิจารณ์หนังสักเท่าไหร่นัก เอาจริงๆคือไม่ชอบวิจารณ์งานชาวบ้านเขาน่ะ ไม่ว่างานอะไรก็แล้วแต่

วันนี้เริ่มเขียนบทความ aesthetic ไปได้หน้ากว่าก็เริ่มง่วงนอนแล้ว แต่ในระหว่างที่กำลังอึนๆอยู่นั้น

ตู๊ดดด... ด

"ฮัลโหล สวัสดีครับ"
"อ่า สวัสดีครับ คุณดุรงค์ใช่ไหมครับ"
"ใช่ครับ.."
"ผมโทรมาจากบริษัท Plan toy Creation นะครับ คือเราเห็นพอร์ตของคุณดุรงค์ที่ส่งมาแล้วอยากจะให้คุณเข้ามาสัมภาษณ์"
(นึกในใจว่า ส่งไปเมื่อไหร่วะ จำไม่ได้) "อ่า เมื่อไหร่ดีครับ"

......

หลังจากได้รายละเอียด วางหูเสร็จ ก็มานั่งคิดในใจว่า มีโจทย์มาให้คิดอีกแล้ว คราวนี้เป็นงานที่อยากทำด้วย แถมอยู่ไม่ไกลมาก (สาทร)

กลับมาคิดอีกว่า เรียนหรือทำงาน...

ใจเรามันก็อยากเรียน เพราะรู้แล้วล่ะว่ามันได้อะไรเยอะ
แต่ปัจจัยในการใช้ชีวิต และในอนาคตล่ะ...เงินล่ะ
อืมมม...ก็คงเข้าอีหรอบเดิมๆ ไปสัมภาษณ์ แต่ก็คงไม่เอา หรือเขาคงไม่สะดวกรับคนที่ไม่ทำงาน fulltime..

จบความคิดเพียงเท่านี้ มานั่งอ่านหนังสือกับเขียนงานต่อ

พรุ่งนี้จะเป็นยังไงช่างมัน ก็มันยังไม่มาถึงซะหน่อย :)


That I'd always be beside you

หาหนังมาดูเพื่อที่จะบิ้วตัวเองในการเขียนบทความวิชาการวิชา Aesthetic
หยิบเอาเรื่อง What Dreams May Come มาดู

ดูจบ...รู้สึกจมไปกับหนังยังไม่หายเลย T^T
จำได้ว่าเคยไปดูเรื่องนี้ตอนเด็กๆ ตอนนั้นยังไม่รู้สึกอะไรนอกจาก visual effect ที่สวยงาม
แต่ตอนนี้สิ่งที่หนังทำออกมาได้สวยยิ่งกว่าเอฟเฟคก็คือเรื่องของความรักที่คนรักคนนึงมีให้กับอีกคนนึง

ดูจบปาดหางตาไปทีนึง ระหว่างฟังเพลงตอน End Credit อยู่ก็มีซับไตเติ้ลขึ้นมาเป็นคล้ายๆเนื้อเพลง
อ่านไปอ่านมารู้สึกชอบจังเลยกด pause ไว้แล้วนั่งจดเป็นบรรทัดๆ

We follow the river.
Down into the stream.
That's where my dream began.
I left my worries.
To the people who stare.
And dreamed without a care.

That I'd always be beside you.
To watch the day and night.
And we'll listen to the sunrise.
And feel it's glowing light.
And peace will come in side.
So quiet....

Wherever we're going.
I don't know.
For a million year our love keeps growing.

The mystery deepens.
Day by day.
But trust my love and hear my say.

That I'd always be beside you.
To watch the day and night.
And we'll listen to the sunrise.
And feel it's glowing light.
And peace will come in side.
So quiet....

....จบไปอีกหนึ่งวันด้วยหนังที่ดูแล้วตื้นตันมีความสุข :)



ประเดิม

คิดไว้นานแล้วว่าจะมีบลอกเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะเอาไว้ละเลงความคิดต่างที่มีอยู่ในหัวออกมาเป็นตัวหนังสืออิเล็กทรอนิก

คิดอยู่เหมือนกันว่า ทำไมไม่เขียนลงใน facebook หรือ multiply ล่ะ ...?

คำตอบคือ ที่นี่เรามีความเป็นตัวเองสูงกว่า เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่อยากเขียนป่าวประกาศบอกชาวบ้านบนโลก หรือ มันก็คล้ายๆไดอารี่ส่วนตัวนั่นเอง ถ้าวันไหนเราอยากจะแลกไดอารี่ ให้คนอื่นดู ก็คงไม่ยากเย็นเท่าไหร่

หลังเขียน ตรงนี้จบก็คงไปทำงานของดาวต่อ...Task lamp design จะว่ายากก็คงยากนะ เพราะไม่เคยทำพวก lighting มาก่อน แต่อยากมำเพราะเผื่อเอามาใช้กับทีสิสเราได้(ป่าววะ) ไม่รู้เหมือนกัน ค่อยๆดูๆไป

ไปล่ะ