วันพุธที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2553

..



ชั้นได้ฟังเรื่องอะไรบางอย่างมาจากคนที่ชั้นรู้จัก

ซึ่งมันทำให้ชั้นไม่ค่อยสบายใจเท่าไร่นัก

เป็นเรื่องที่ชั้นไม่แน่ใจว่ามันเป็นความจริงหรือไม่

ถ้าชั้นถามเธอไป ก็คงทำให้เธอรำคาญ

ชั้นจะเลิกถาม

แต่ถึงอย่างไร

ชั้นก็เชื่อเธอ เชื่อในสิ่งที่เธอพูด ในสิ่งที่เธอเป็น

และชั้นรู้ว่าเธอไม่ได้โกหกชั้น

ถึงตอนนี้ชั้นอาจจะไม่ได้เป็นคนสำคัญของเธออีกต่อไปแล้ว

แต่ชั้นก็ยังหวังว่า เธอยังคงแคร์ในความรู้สึกของชั้น

และคงไม่ทำให้ชั้นเสียใจ

ขอบคุณนะ

:)


fail

รู้สึกแย่ๆ กับคนๆนึงยังไงก็ไม่รู้สิ

อึดอัดจัง แต่พูดไปก็ไม่รู้จะเป็นยังไง

ช่างมันเหอะ เดี๋ยวก็ลืม....

:(

วันศุกร์ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2553

boredddddd




ไม่มีอารมณ์ทำงานมา 3-4 วันแล้ว

ทำไงดี = 0="


วันพฤหัสบดีที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2553

design for sell


อืม วันนี้หลังจากได้พูดคุยกับเจในเรื่องของการออกแบบให้งานเรามีคนหยิบ ให้มีคนซื้อ หรือออกแบบให้มันขายได้นั่นเอง

เจบอกว่ามันไม่ได้ออกแบบให้แค่สวยอย่างเดียว มันต้องเหมาะกับ target ลูกค้าด้วย

ออกแบบสวยเกินลูกค้าก็จะไม่หยิบเพราะคิดว่ามันแพง

หรือถ้าออกแบบดิบเกินไปมันก็คงไม่สวย massage ไม่ครบ

หลังจากที่วางสาย เลยมานั่งย้อนกลับมาคิดว่า งานออกแบบที่ผ่านมาของเรา ได้มีอันไหนไหมที่มองข้ามเรื่องพวกนี้ไป

อืมม....เยอะเหมือนกันนะ

เพราะบางงานเรามัวก้มหน้าก้มตาออกแบบจนลืม convinced ให้ลูกค้าของเราให้ความสำคัญตรงจุดนี้

ถึงจะมีบรีฟที่ชัดเจนแค่ไหนในเรื่องของ target group แต่อย่างไรพฤติกรรมการซื้อจริงๆ มันไม่ได้มีบอกเอาไว้นี่นา -0-

และเราก็ลืมบอกตัวเองด้วยว่า ของที่เราออกแบบมาเหล่านี้ได้ออกแบบมาเพื่อขาย ไม่ใช่เพื่อออกแบบมาตั้งโชว์ หรือออกแบบมาเพื่อสนองความต้องการของดีไซน์เนอร์หรือผู้ว่าจ้าง

ก็แหงล่ะ เราเป็นนักออกแบบ ไม่ใช่เป็นศิลปิน

และตลอดที่ผ่านมาเราแทบจะไม่เคยติดตามงานที่เราออกแบบไปว่ามันจะขายได้ไหม มีคนหยิบซื้อไปมากน้อยแค่ไหน ไม่เคยมีลูกค้าย้อนกลับมาบอกด้วยสิ :(

เอาเป็นว่าต่อไปนี้จะคิดให้รอบคอบกว่านี้ในเรื่องการออกแบก็แล้วกัน และฝากขอโทษคุณลูกค้าทั้งหลายด้วยถ้างานที่ผมออกแบบให้ไปมันขายไม่ได้หรือขายไม่ดี 555

เอวัง วันนี้ก็ได้ข้อคิดเล็กๆด้วยประการนี้เอง

:)






วันอังคารที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2553

talkless


การที่เราพูดกันน้อยลง แต่เข้าใจกันมากขึ้น

มันจะเกิดความรักขึ้นไหมนะ

หรือสุดท้าย มันจะเกิดเพียงแค่ความห่างเหิน


วันอาทิตย์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2553

กลืนไม่เข้า


หมดปัญหาของเมื่อวาน ตื่นเช้ามาเจอปัญหาใหม่อีก ต่อเนื่องกันเป็นหนังซีรี่ย์

"บางเรื่องเราไม่ต้องเผชิญหน้าตรงๆก็ได้"

นั่นเป็นสิ่งที่ผมได้ยินจากพี่คนนึงที่ผมรู้จัก

ขอโทษครับพี่ ที่ผมอาจจะใจร้อนไป ขอโทษที่ทำให้ความหวังดีของพี่กลายเป็นความยุ่งยาก

แต่พี่จะรู้ไหมว่า ไม่ว่าวิธีการแบบไหน ความจริงใจและการพูดความจริงต่อกันมันเป็นวิธีที่ได้ผลที่สุด

สุดท้ายก็ปล่อยให้กลไกของชีวิตมันดำเนินไปตามขั้นตอนของมัน

ผมเข้าใจว่าสิ่งที่ผมทำมันอาจจะกระทบกับหลายๆคน

แต่ผมเชื่อว่าคนเรามันจะมีจุดที่รู้ว่าอะไรควรแสดงออกกับใครอย่างไรให้ถูกกาลเทศะ

อย่างน้อยผมก็รู้ดีว่า คนที่ผมเล่าสิ่งต่างๆให้เขาฟังเขาเป็นคนยังไง แยกแยะอะไรไม่หรือไม่ได้ ควรไม่ควร

และผมก็เชื่อว่าเธอจะทำได้อย่างนั้นจริงๆ

ผมเองก็อาจจะผิดจริงที่ผมพูดทุกอย่างออกไปหมด ซึ่งมันทำให้พวกพี่ๆดูไม่ดีในสายตาใครบางคน

ตรงนี้ผมขอโทษครับ พี่ก็ได้ฟังจากผมผ่านโทรศัพท์ไปแล้ว

แต่ถ้าเราพลิกมองให้เป็นมุมของด้านดีๆอีกมุมนึง

ว่าพวกพี่ได้หวังดีต่อผม และเรื่องทั้งหมด ก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ ทุกคนต่างรับรู้ว่าโอเค เรื่องทั้งหมดนั้นได้ผ่านไป ต่อจากนี้ก็กลับมาทำหน้าที่ของตัวเอง

อย่างนี้ มันจะดีกว่าไหมครับ

ขอคุณสำหรับทุกอย่างนะครับพี่โย


ปัญหารอบดึก

เรื่องมันเกิดจากเรื่องไม่เป็นเรื่อง

จะด้วยจากความหวังดีหรืออะไรก็ตาม

หลังจากการสนทนาผ่านทางโทรศัพท์นั้นจบลง (ทั้งแบตหมดและเงินหมด = =")

อย่างน้อยมันก็ทำให้ผมได้เข้าใจอะไรขึ้นหลายอย่าง

สุดท้ายความเชื่อใจในกันและกันและความจริงใจนั้น มันสำคัญต่อการดำเนินชีวิตจริงๆนะ


:)


สัพเพเหระ


หายไปนานเลย เป็นไงมั่ง

เข้ามาปัดๆกวาดๆ เพราะคิดว่ามีคนๆนึงยังอยากอ่านบลอกที่เราเขียนอยู่

ยังไงดีล่ะ ที่ผ่านมาก็ไปเที่ยวเชียงใหม่

โน่นๆนี่ๆกับเพื่อนๆศิลปากร เพื่อนที่เชียงใหม่ เพื่อนสนิท

สนุกดี ได้เล่นน้ำ อย่างที่ตั้งใจไว้

และก็โชคดีที่ได้เจอกัน เล่นน้ำด้วยกัน

พอกลับมากรุงเทพก็นอนแหมะอยู่กับบ้าน 2 วันติด

เหมือนกับพักผ่อนให้เพียงพอก่อนที่คลื่นลูกใหญ่กำลังจะซัดมา

งานเอย เรียนเอย เรื่อยอะไรต่อมิอะไรเอย

ชีวิตก็งี้แหละ มีเรื่องมาให้คิดให้แก้ปัญหาตลอด

อย่างที่เคยบอกไปแหละ ปัญหาต่างๆเหมือนกับภูมิต้านทาน

ตอนนี้ชีวิตผมก็น่าจะมีภูมิต้านทานระดับนึง ไม่ว่าเรื่องอะไรต่อมิอะไร

แอบคดถึงคำของหมอดูที่เคยไปดูแบบขำๆว่า ปีนี้ของเราจะไม่ใช่ง่ายๆ

แต่ถ้าผ่านมันไปได้ จะถือว่าราบรื่นไปอีกนานเลยทีเดียว สาธุ

วันนี้ไปดูหนังไทยเรื่องนึงมีข้อคิดง่ายๆที่สะกิดใจผมมาข้อหนึ่ง

"การยึดติดจะทำให้เราเป็นทุกข์"

อืม ฟังดูง่ายนะ แต่ในทางปฎิบัติมันน่าจะยากอยู่

ปัจจุบันนี้ก็ปล่อยวางอะไรๆไปอย่างอย่างแล้ว แต่ในใจก็ยังมีทุกข์อยู่บ้าง

ก็เป็นมนุษย์นี่หว่า พอปล่อยวางได้สิ่งหนึ่ง แต่มันก็มีสิ่งใหม่มาให้เรายึดถืออีก

เฮ้อ ช่างมันแล้วกัน วันนี้ขอพักอีกวัน ดูหนัง อ่านหนังสือ สวดมนต์ เข้านอน

พรุ่งนี้ตื่นมาค่อยมาว่ากันใหม่นะ

สวัสดี :)