วันอาทิตย์ที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2553

a dream

วันนี้ตื่นมาด้วยเสียงโทรศัพท์ตอนแปดโมงกว่า

คว้าโทรศัพท์ได้ปุ๊ป ถึงรู้ว่าเป็นพี่สาวโทรมานั่นเอง

จากการที่คุยด้วยอาการที่งัวเงีย จับใจความได้ว่า

พี่แจงเกิดอาการเบื่อ ไม่อยากอยู่บ้าน เลยอยากหาอะไรทำ

"เปิดร้านขายเสื้อผ้าดีไหมแก?"

"ต้องดูทำเลว่ะพี่แจง และต้องเลือกเสื้อผ้าเก่งๆด้วยนะ"

"และต้องอัพเดทแฟชั่นตลอดเวลาด้วยนะผมว่า พี่แจงจะไหวเหรอ?" ผมโยนคำถามกลับ

"อืมมมม...ไม่อยากเหนื่อยมากอ่ะแก เพราะยังไงพี่ต้องดูลูกด้วย"

......ผมคิดไม่ถึง 2 วิ ก่อนที่จะชวนพี่แจงเปิดร้านกาแฟ

ร้านกาแฟกับออฟฟิสกึ่งแกลอลี่ที่ผมอยากทำมานาน

"แต่ชั้นไม่กินกาแฟนะแก ชงก็ห่วยด้วย"

"ผมก็ไม่กินนะพี่แจง ชงก็ไม่อร่อยอ่ะ ก็ยังอยากเปิดเลย ไปหาที่เรียนชงกาแฟก็ได้"

"แต่ต้องหาทำเลดีๆนะ และต้องลงทุนกันค่าตกแต่งหน่อย อาจจะหนักช่วงแรก แต่ถ้าอยู่ตัวแล้วมันน่าจะไปได้เรื่อยๆ โดยที่ไม่เหนื่อยมากนะ ผมว่า" ผมร่ายยาว

"อืม ก็น่าสนใจนะเพราะพี่เก่ง(แฟนพี่แจง)ก็กำลังอยากเปิดเหมือนกัน และเขาก็จะช่วยลงทุนให้ด้วย"

"โห จิงดิ จริงๆก็ดีนะพี่แจง เพราะผมอยากให้แม่มีอะไรทำหลังเกษียญน่ะ"

"อืมจริงๆ พี่คิดไปคิดมาว่า ทำร้านเสื้อผ้าเงินอาจดีนะ แต่ดูน่าจะเหนื่อย"

"แล้วชอบแบบไหนอ่ะ เงินดีแต่เหนื่อยกับ เงินน้อยแต่สบายใจ" ผมถามเล่นๆ

"พี่ขอสบายใจว่ะ รายได้ไม่ต้องเยอะหรอก พอค่าเช่า คืนทุนก็ดีแล้ว"

"เออ เหมือนกันอ่ะพี่แจง ฮ่าๆๆ"

"แล้วแกทำไมถึงอยากเปิดร้านกาแฟล่ะ ไม่ค่อยกินกาแฟไม่ใช่เหรอ"

.........ผมจึงได้เล่าความฝันของผมให้พี่แจงได้ฟังว่าทำไมถึงอยากเปิดร้านกาแฟ เล่าถึงภาพในหัวคร่าวๆว่าร้านน่าจะบรรยากาศยังไง

"ก็ดีนะแก อาทิตย์หน้าไปดูกันมั้ย ร้านกาแฟในแบบที่แกชอบ"แล้วก็ไปหาทำเลเช่าด้วยเลย"

"โอเคพี่แจง อาทิตย์หน้าเจอกัน"

"เออ ลูกพี่ตื่นพอดี แค่นี้ก่อนนะ"

"ครับ"

เสียงปลายสายได้วางลงไป ผมยังนอนคิดเรื่องร้านกาแฟของผมอยู่ว่าหน้าตาเป็นยังไงบ้าง ผมลุกจากเตียง มานั่งหาขอมูลเกี่ยวกับการเปิดร้าน ข้อมูลที่เรียนชงกาแฟ และอื่นๆ


ได้มีโอกาสทำตามความฝันแล้วสินะ....

;)

i love today


ขอบคุณความเหนื่อยยากจากการเรียนและทำงาน

ที่ทำให้รู้สึกถึงคุณค่าของวันหยุด

ขอบคุณความเหงา ที่ทำให้รู้ว่าการที่มีคนเดินด้วยกันมันมีความสุขอย่างไร

ขอบคุณวันนี้

;)

ปล.ได้แว่นใหม่ ใส่แล้วมั่นใจอีกเป็นกอง ว่ะ ฮ่าๆๆๆ

วันเสาร์ที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2553

เบลอ



วันนี้แย่โครต รู้สึกไม่ค่อยดีเลย

แค่ไม่มีแว่นตาแค่เนี้ย เห้ออ

วันจันทร์เดี๋ยวตัดแว่นใหม่แม่งเลย หงุดหงิดสาด

วันเสาร์ที่น่าจะสนุก แต่ต้องอยู่กับโลกที่เบลอๆทั้งวัน

ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2553

สู้ๆ



สิ่งที่ชั้นได้บอกไป

..สู้ๆนะ..

แค่ชั้นอยากให้เธอเข้มแข็ง สิ่งที่เธอได้เจอมาจะทำให้เธอมีประสบการณ์ ถึงแม้ว่าเธอเองอาจจะไม่ได้ต้องการมัน

สักวันสิ่งที่เธอได้ทำ มันจะเป็นประโยชน์กับตัวเธอแน่ๆ

ความเหนื่อยมันอยู่กับเราไม่นานหรอก เชื่อชั้นสิ

ขอโทษด้วยนะที่คำปลอบใจของชั้นคำนี้มันไม่ได้ช่วยอะไรเธอได้มากมายนัก

แต่ก็สู้ๆนะ

หลับพักผ่อนมากๆ

:)


one day


ได้ไปดูงานที่ชลบุรี

หัวเราะเฮฮากับเพื่อนบนรถบัสของศิลปากร

กลับมาถึงกรุงเทพ ไปร้องคาราโอเกะที่ร้านประเภทที่ว่าไม่คิดจะเข้าไปนั่ง

แต่ก็สนุก มีเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้ม มีความสุข

ขอบคุณวันนี้ที่ผ่านไปได้โดยที่ไม่เหงา

...

วันนี้โทรไปเธอดูยุ่งๆ ถึงได้คุยกันแค่ไม่กี่นาที

แต่ชั้นก็ยังรักและยังเป็นห่วงเธอเสมอนะ

แวะมาบอกเฉยๆ ไม่มีอะไร

ดูแลตัวเองด้วย

;)

วันพุธที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2553

เวนิส-วานิส



ร้านอาหารเวนิสวานิช ตรงท่ามหาราช เป็นร้านที่ผมเคยเข้าใจว่ามันต้องเป็นร้านที่มีราคาแพงมากแน่ๆเลย

ภายหลังจากที่ได้มีโอกาสไปนั่งกินกับครอบครัว ปรากฎว่ามันถูกแฮะ

บรรยากาศก็ดี แถมคนก็ไม่ค่อยมีด้วย

สิ่งที่ตลกคือทุกครั้งที่ผมจะมากินที่ร้านนี้นั้น

มักจะเกิดเรื่องแย่ๆเกิดขึ้นกับตัวผมเสมอ

ครั้งแรกเมื่อประมาณเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว

ผมจำได้ว่าผมกินข้าวทั้งน้ำตาเลยล่ะ 555

อีกครั้งนึงคือเมื่อเดือนที่แล้ว

เรื่องเศร้า เรื่องไม่สบายใจอะไรที่เกิดขึ้นกับผมงั้นเหรอ

มันก็ผ่านไปแล้วล่ะ ช่างมันเถอะ

ในชีวิตนี้มันคงไม่เกิดขึ้นบ่อยๆหรอก

.........

จนมาถึงวันนี้ ผมได้รับโทรศัพท์จากพี่สาวว่าวันนี้บ้านเราจะกินข้าวนอกบ้านกัน

พี่สาวถามผมว่า อยากกินร้านไหน

" กินร้านเวนิส วานิสแล้วกัน ใกล้มหาลัยผมนิดเดียว"

"แล้วแกไม่กลัวว่าจะมีเรื่องซวยๆ เข้ามาอีกเหรอวะ ฮ่าๆๆ" พี่สาวแกล้งแซวผมตามประสา

"วันนี้คิดว่าคงไม่มีหรอกพี่ นอกซะจากระหว่างทาง ผมจะโดนปล้น ฮ่าๆๆ"

ปลายสายโทรศัพท์ได้วางลง และผมกำลังมุ่งหน้าไปยังร้านนั้น

ระหว่างเดินผมก็คิดอะไรไปเรื่อยว่า

ในชีวิตของเรานั้น คงไม่มีเวลาว่างพอที่จะมีเรื่องแย่ๆเข้ามาเยี่ยมเยียนได้บ่อยๆนัก

มันเหมือนเป็นกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญน่ะคิดจะมาก็มา คิดจะไปก็ไป

แต่ถ้าวันนึงมันอยากจะแวะมาเยี่ยมผมอีก

ผมก็ชินแล้วล่ะ

รู้ตัวอีกทีผมถึงร้านแล้ว แม่กับพี่สาวผมมาถึงก่อนหน้านี้สักครู่

ผมยกมือไหว้แม่และส่งยิ้มให้กับพี่สาว

"ไงแก วันนี้มีเรื่องแย่ๆอีกมั้ย" พี่สาวผมถามขึ้น

ผมยิ้มแล้วตอบพี่สาวไปว่า

"ไม่มีแล้วพี่เจี๊ยบ วันนี้ที่เวนิสวานิสจะไม่มีเรื่องเศร้า"

แล้ววันนี้เป็นอีกวันที่กินอิ่ม นอนหลับ มีอาหารดี มีดนตรีเพราะๆให้ฟัง

และยังมีคนที่เราให้รักอยู่

;)


วันอังคารที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2553

กลัวลืม



ดูหนังเรื่องนึง ในหนังมีประโยคที่ชอบมากประโยคนึง

ขอมาโน๊ตไว้กันลืม

"...การที่คน 2 คนนั้นจะรักกันเป็นเรื่องยาก

แต่การที่จะให้คนหนึ่งคนนั้นเลิกรักได้ มันเป็นเรื่องที่ยากกว่า.."

ตาชั่งผิดหรือกูผิด...


เลิกเรียนเสร็จ ซัดโฮกข้าวกับเพื่อนที่ศิลปากรไปชามใหญ่

แอบคำนึงถึงน้ำหนักของตัวเองเลยแอบไปหา ที่ชั่งน้ำหนักในมุมมืดๆแถวๆเซเว่น

หยอดเงินไปบาทนึง ตาชั่งดิจิตอลคำนวนน้ำหนักออกมาได้อย่างรวดเร็ว

........

อากกกกก หนักเท่านี้แล้วเหรอเนี่ยตู เดือนที่แล้วยังห้าสิบกว่าๆอยู่เลย


เราก็นึกว่าไอ้ทำงานมากๆ อดหลับอดนอนหลายๆคืนนี่จะทำให้นำหนักลดลงไปบ้าง

นี่มันอะไรฟร่ะ สรุปตัวเลขมันผิดใช่มั้ย

จังหวะนั้น เพลงของพี่ป้างที่เพิ่งไปเมื่อคืนมันก็ลอยเข้ามาในหัวโดยทันที

"ชั้นต้องทำ ทำอะไรสักอย่างแล้วววว โอ้เย~~~~"

ตามนั้นครับพี่ป้าง ผมคงต้องทำอะไรสักอย่างจริงๆ -0-"

จำได้ว่า เมื่อ 2 ปีที่แล้วตอนที่อ้วนแบบพีคมากๆสามารถลดไปได้ถึง 14 โล

ทรมานมาก วิ่งทุกวันหลังเลิกงานเป็นเวลา 3-4 เดือนติดต่อกัน

คราวนี้บรรยากาศตอนนั้นมันกำลังจะกลับมาอีกครั้ง อากกก

.......

ว่าแล้วพรุ่งนี้เช้าค่อยตื่นมาวิ่งแล้วกัน เดี๋ยวนี้ช่วงเย็นไม่ค่อยมีเวลาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว

ปล. วันนี้มีเรื่องน่ายินดีก็คือที่ philips ติดต่อเรื่องงานเข้ามา หวังว่าจะมีงานเข้ามาให้ทำเยอะๆนะ เพี้ยง รวยๆๆๆ

ปอ. คืนนี้ต้องรีบปั่นการบ้านภาษาอังกฤษของอาจารย์ไพโรจน์ให้เสร็จ เมี๊ยววววว และพรุ่งนี้ค่อยทำงานให้ดาวต่อให้เสร็จ เพราะ วันพฤหัสต้องไปดูงานที่โรงงานแต่เช้าาา

เนี่ยๆ งานแม่งเยอะขนาดนี้ น้ำหนักไม่ลดให้แม่งรู้ไป โว้....


วันอาทิตย์ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2553

lonely planet






...ความเหงาบนดาวเคราะห์


เพราะและเศร้าจริงๆ...



Brother


Brother นำเสนอมุมมองของความเป็นมนุษย์ของทั้งสองพี่น้องที่ต่างกันสุดขั้วโดยพี่ชาย แซม (โทบี้) และน้องชาย ทอมมี่ (เจค) โดยมีตัวแปรที่สำคัญคือภรรยาสาวของแซม ที่ชื่อว่า เกรซ (นาตาลี) ซึ่งโดยเนื้อหาหนังยังทำตามสูตรของหนังที่ยังมีกลิ่นอายของสงคราม(บ้าง) โดยมีอเมริกาและอัฟกานิสถานเป็นแบคกราว

หนัง Brothers เล่าเรื่องได้อย่างเรียบง่าย สลับกับการตัดภาพไปมาระหว่างอเมริกาและอัฟกานิสถานโดยระหว่างที่เราเห็นทอมมี่มีความสุขกับพี่สะใภ้และหลานสาว เราจะถูกเบรคอารมณ์ด้วยความทุกข์ทรมานของแซมอยู่เป็นระยะ โดยหนังทำให้เราเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวละครทั้งสองในเวลาเดียวกัน

จุดหักเหที่สำคัญของหนังคือ การเปลี่ยนแปลงในเรื่องจิตใจและความเป็นมนุษย์ของทั้ง 2 ตัวละคร โดยแซม ที่ซึ่งผ่านการทรมานจากผู้ก่อการร้าย จนทำให้คุณงามความดีในตัวได้ทุกทำลายยับเยิน

แซมได้กลับมาใช้ชีวิตกลับครอบครัวของเขาเอง ซึ่งเขามีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวประหลาด ไม่มีใครเข้าใจเขา พฤติกรรมหลายอย่างที่เปลี่ยนไปทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกับลูกสาวทั้งสองและภรรยา (ฉากที่สนามเด็กเล่นและฉากในห้องครัวนั้น เด็กๆแสดงได้เก่งมาก)

โดยช่วงจุดพีคมากๆสำหรับผมก็คือฉากระเบิดอารมณ์ของแซมในห้องครัว (ที่ทอมมี่กับเพื่อนๆช่วยกันทำใหม่) ผมลองตีความด้วยทรรศนคติของผมเองว่า ห้องครัวที่ทอมมี่เป็นคนทำให้กับเกรซนั้น ยิ่งเป็นสิ่งที่ตอกย้ำว่าแซมนั้นเป็นคนนอก เหมือนอารมณ์ว่าคนที่เคยเป็นคนห่วยๆ พอทุกคนในบ้านยอมรับและให้ความชื่นชม คนที่เคยได้รับการยอมรับแบบนั้นอาจจะต้องมีอิจฉฉาหรืออะไรกับบ้าง

ไม่ว่าเหตุผลใดก็แล้วแต่จนทำให้สภาพจิตใจของแซมนั้นเปลี่ยนไป แต่สิ่งสำคัญท้ายเรื่องทำให้เรารู้ว่า การที่เรามีใครสักคนที่เข้าใจและฟังเรานั้น มันทำให้สิ่งที่เราได้แบกไว้นั้นได้เบาบางลง

......

หลังจากที่ผมดูหนังจบ ผมได้เดินออกมาด้วยคำถามในใจมากมาย แต่เจได้ถามผมคำนึงว่า ถ้าผมเป็นแซม แล้วถูกทรมานโดยผู้ก่อการร้าย ผมจะยอมที่จะฆ่าเพื่อนให้ตัวเองรอดหรือไม่

ผมนิ่ง ก่อนจะตอบออกไปว่า "ผมไม่รู้"

ผมเชื่อว่าเราทุกคนนั้นย่อมมีศีลธรรมภายในจิตใจกันทุกคนไม่มากก็น้อย และทุกคนตระหนักได้ว่าบาปที่ผิดที่สุดก็คือการทำร้ายตนเองและผู้อื่น

แต่เหตุผลใดที่คนเราถึงทำแบบนั้น การโดนกดดันโดยสภาพแวดล้อม? ความเครียด? ความสับสน?

ในตัวหนังในความเป็นจริงแล้วผมไม่รู้จริงๆว่าแซมทำไปเพราะอะไร แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าเขาทำเพื่อครอบครัว (ตัวหนังเล่าเหมือนว่าผู้ก่อการร้ายรู้ว่าแซมมีลูกสาว 2 คน)

แต่ไม่ว่าเหตุผลใดก็ตาม สิ่งที่แซมทำลงไปนั้นได้ส่งผลต่อจิตใจของเขาเองอย่างร้ายกาจที่สุด

และสุดท้ายจริงๆที่ผมรู้สึกต่อหนังเรื่องนี้คือ สงครามนั้นสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างได้ แม้กระทั่งส่วนที่เล็กที่สุดของสังคม นั้นก็คือครอบครัว.....




วันเสาร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2553

ทำได้เพียง...

เมื่อวานระหว่างนั่งรถไปสยาม

ไอพอดที่พกติดตัวอยู่ตลอดเวลาได้เล่นเพลงๆนึงขึ้นมา

เป็นเพลงของวง 25 hours...

มันทำให้ผมน้ำตาไหลออกมาเอง

ไม่รู้เหตุผลว่าทำไม ผมอาจแค่คิดถึงเธอคนนั้นมากละมั้ง

......




วันศุกร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2553

Silpakorn

ก่อนหน้าที่จะเข้ามาเรียนที่ศิลปากร คิดอยู่เสมอว่าจะเรียนทำไม เรียนไปเพื่ออะไร? ทั้งๆที่ประสบการณ์ทำงานเกือบ 4 ปีในด้านสาขาที่เรียนนั้นก็น่าจะเพียงพอต่อการประกอบอาชีพ

แต่จากวันที่สมัครเข้ามาเรียนจนถึงวันนี้ ทำให้รู้ว่า ถ้าวันนั้นตัดสินใจจะไม่เรียน จะเพราะมั่นใจในประสบการณ์หรือเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ เหมือนทำให้เราปิดโอกาสการพัฒนาตัวเองบางอย่าง

แน่นอน ผมไม่ได้คนระดับ Genius หรือเป็นคนที่เกิดมาเพื่อเป็นดีไซน์เนอร์ใหญ่ ปรากฏหน้าอยู่ในแมกกาซีนดีไซน์ ดูเก๋ไก๋

แต่สิ่งที่ผมเป็นอยู่ทุกวันนี้ได้ เกิดจากความพยายามทั้งสิ้น เพราะอย่างว่า โดยพื้นฐานเอง ผมไม่ได้จบสถาบันที่มีคณะด้านการออกแบบที่มีชื่อ การทำงานเลยต้องดูเหมือนพยายามมากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว

แต่การพยายามนี้ไม่ใช่เพราะเป็นการเอาชนะ หรือเพื่อประสบความสำเร็จใดๆ แต่เพียงเพราะผมรักอาชีพนี้ และอยากทำมันให้ดีที่สุด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นผลดีต่อบริษัท ตัวลูกค้า แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ มันเกิดขึ้นกับตัวผมเอง

การเข้ามาเรียนที่ศิลปากรเหมือนกับเป็นการมอนิเตอร์ตัวเองว่าตลอดเวลาที่เราได้ใช้ความรู้นั้น มันเป็นการเดินมาถูกทางหรือไม่ รวมถึงการรีเสิทหรือการออกแบบนั้น แน่นอนสิ่งที่เราเสนอให้ลูกค้าออกไปมันมีแต่สิ่งที่เรียกว่า output

แต่กระบวนการล่ะ?? จะมีคนคอยบอกเราหรือเปล่าว่า กระบวนการที่เราทำมามันถูกต้องจริงๆ

บางคนได้บอกผมว่าการเรียนปริญญาโทเหมือนเป็นการพิสูจน์ทฤษฏีที่เคยได้รับรู้มา

ตอนนี้ผมกำลังพิสูจน์อยู่และหวังว่าผมคงจะไปได้ถูกทาง โดยมีอาจารย์ทั้งหลายที่เป็นเหมือนลูกค้าคอยช่วยขัดเกลา

4 เดือนในรั้วของศิลปากร กับ 4 ปีในการทำงาน คงจะช่วยให้ผมเดินหน้าก้าวต่อไปในสายอาชีพนี้ได้อย่างดีเลยล่ะ

ขอบคุุณศิลปากร

:)



วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

thinging..

เป็นอีกวันที่อากาศน่านอนโครต ตื่นมาเลยหยิบหนังสือศิลปะแขนงที่7มาอ่านไปอีกหน่อย อ่านไปทำให้รู้ว่าการตีความเนื้อหาจากภาพยนตร์นั้น ไม่ใช่ขี้ๆเลย ต้องมีความเข้าใจเรื่องสัคมและศิลปะระดับนึง เข้าใจเลยว่าในวงการภาพยนตร์นั้นทำไมถึงมีนักวิจารณ์เก่งๆอยู่เพียบหยิบมือเดียว ในระหว่างที่ตัวภาพยนตร์นั้นมีเป็นร้อยๆ พันๆ

ในส่วนตัวผมไม่ได้ชอบการวิจารณ์หนังสักเท่าไหร่นัก เอาจริงๆคือไม่ชอบวิจารณ์งานชาวบ้านเขาน่ะ ไม่ว่างานอะไรก็แล้วแต่

วันนี้เริ่มเขียนบทความ aesthetic ไปได้หน้ากว่าก็เริ่มง่วงนอนแล้ว แต่ในระหว่างที่กำลังอึนๆอยู่นั้น

ตู๊ดดด... ด

"ฮัลโหล สวัสดีครับ"
"อ่า สวัสดีครับ คุณดุรงค์ใช่ไหมครับ"
"ใช่ครับ.."
"ผมโทรมาจากบริษัท Plan toy Creation นะครับ คือเราเห็นพอร์ตของคุณดุรงค์ที่ส่งมาแล้วอยากจะให้คุณเข้ามาสัมภาษณ์"
(นึกในใจว่า ส่งไปเมื่อไหร่วะ จำไม่ได้) "อ่า เมื่อไหร่ดีครับ"

......

หลังจากได้รายละเอียด วางหูเสร็จ ก็มานั่งคิดในใจว่า มีโจทย์มาให้คิดอีกแล้ว คราวนี้เป็นงานที่อยากทำด้วย แถมอยู่ไม่ไกลมาก (สาทร)

กลับมาคิดอีกว่า เรียนหรือทำงาน...

ใจเรามันก็อยากเรียน เพราะรู้แล้วล่ะว่ามันได้อะไรเยอะ
แต่ปัจจัยในการใช้ชีวิต และในอนาคตล่ะ...เงินล่ะ
อืมมม...ก็คงเข้าอีหรอบเดิมๆ ไปสัมภาษณ์ แต่ก็คงไม่เอา หรือเขาคงไม่สะดวกรับคนที่ไม่ทำงาน fulltime..

จบความคิดเพียงเท่านี้ มานั่งอ่านหนังสือกับเขียนงานต่อ

พรุ่งนี้จะเป็นยังไงช่างมัน ก็มันยังไม่มาถึงซะหน่อย :)


That I'd always be beside you

หาหนังมาดูเพื่อที่จะบิ้วตัวเองในการเขียนบทความวิชาการวิชา Aesthetic
หยิบเอาเรื่อง What Dreams May Come มาดู

ดูจบ...รู้สึกจมไปกับหนังยังไม่หายเลย T^T
จำได้ว่าเคยไปดูเรื่องนี้ตอนเด็กๆ ตอนนั้นยังไม่รู้สึกอะไรนอกจาก visual effect ที่สวยงาม
แต่ตอนนี้สิ่งที่หนังทำออกมาได้สวยยิ่งกว่าเอฟเฟคก็คือเรื่องของความรักที่คนรักคนนึงมีให้กับอีกคนนึง

ดูจบปาดหางตาไปทีนึง ระหว่างฟังเพลงตอน End Credit อยู่ก็มีซับไตเติ้ลขึ้นมาเป็นคล้ายๆเนื้อเพลง
อ่านไปอ่านมารู้สึกชอบจังเลยกด pause ไว้แล้วนั่งจดเป็นบรรทัดๆ

We follow the river.
Down into the stream.
That's where my dream began.
I left my worries.
To the people who stare.
And dreamed without a care.

That I'd always be beside you.
To watch the day and night.
And we'll listen to the sunrise.
And feel it's glowing light.
And peace will come in side.
So quiet....

Wherever we're going.
I don't know.
For a million year our love keeps growing.

The mystery deepens.
Day by day.
But trust my love and hear my say.

That I'd always be beside you.
To watch the day and night.
And we'll listen to the sunrise.
And feel it's glowing light.
And peace will come in side.
So quiet....

....จบไปอีกหนึ่งวันด้วยหนังที่ดูแล้วตื้นตันมีความสุข :)



ประเดิม

คิดไว้นานแล้วว่าจะมีบลอกเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะเอาไว้ละเลงความคิดต่างที่มีอยู่ในหัวออกมาเป็นตัวหนังสืออิเล็กทรอนิก

คิดอยู่เหมือนกันว่า ทำไมไม่เขียนลงใน facebook หรือ multiply ล่ะ ...?

คำตอบคือ ที่นี่เรามีความเป็นตัวเองสูงกว่า เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่อยากเขียนป่าวประกาศบอกชาวบ้านบนโลก หรือ มันก็คล้ายๆไดอารี่ส่วนตัวนั่นเอง ถ้าวันไหนเราอยากจะแลกไดอารี่ ให้คนอื่นดู ก็คงไม่ยากเย็นเท่าไหร่

หลังเขียน ตรงนี้จบก็คงไปทำงานของดาวต่อ...Task lamp design จะว่ายากก็คงยากนะ เพราะไม่เคยทำพวก lighting มาก่อน แต่อยากมำเพราะเผื่อเอามาใช้กับทีสิสเราได้(ป่าววะ) ไม่รู้เหมือนกัน ค่อยๆดูๆไป

ไปล่ะ